องคมนตรี ติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมเชิญถุงพระราชทานไปมอบให้แก่ราษฎรและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดน่าน ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

06 มีนาคม 2569, 16:50น.


องคมนตรี ติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมเชิญถุงพระราชทานไปมอบให้แก่ราษฎรและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดน่าน ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง 





      วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 11.45 น. นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมด้วย นายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการ กปร. คณะอนุกรรมการฯ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินทางไปยังโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บ้านสะจุก-สะเกี้ยง ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ  จังหวัดน่าน เพื่อเชิญถุงพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จำนวน 476 ถุง ไปมอบแก่ราษฎรและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง จำนวน 325 ถุง และโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกอก-บ้านจูนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 151 ถุง พร้อมทั้งมอบหมูพันธุ์ซูไถ่ เป็ดพันธุ์บาบารี่ และปลานิลให้แก่ตัวแทนราษฎร จากนั้นเยี่ยมชมแปลงการเกษตรในพื้นที่โครงการและร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้านการเกษตร    





      ในช่วงบ่าย เดินทางไปยังหอประชุมโครงการภายในสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง เยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการผลสำเร็จจากการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง และโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกอก-บ้านจูนฯ ซึ่งดำเนินงานตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โอกาสนี้ องคมนตรีได้ให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ในพื้นที่อย่างมีส่วนร่วม เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม อาชีพ ตลอดจนโภชนาการและสุขอนามัยของราษฎร ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริงจากนั้นเยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการผลสำเร็จจากการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และบำรุงต้นกำลังเสือโคร่ง ที่ปลูกไว้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม  2564   

 
      สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ไปยังพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยภูคาและป่าผาแดง ตั้งอยู่ระหว่างบ้านสะจุก หมู่ที่ 7 และบ้านสะเกี้ยง หมู่ที่ 8 ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน และมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง เพื่อเร่งดำเนินการฟื้นฟูป่าต้นน้ำบริเวณยอดดอยขุนน่านให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม และให้จ้างราษฎรในพื้นที่มาฝึกฏิบัติงานในโครงการ เพื่อนำความรู้ทางการเกษตรที่ถูกต้องสอดคล้องตามลักษณะของภูมิประเทศไปทำในพื้นที่ของตนเอง    



      สำนักงาน กปร. และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ร่วมสนองพระราชดำริ โดยนำหลักการพัฒนาเชิงบูรณาการและแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” มาประยุกต์ใช้ในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธาร ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสม โดยพัฒนารูปแบบการทำการเกษตร ที่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรแบบครบวงจรแก่ราษฎรเพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง โดยมีราษฎร 2 หมู่บ้านเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าลั้วะ เข้าร่วมโครงการรวม 986 คน แบ่งเป็นบ้านสะจุก 435 คน และบ้านสะเกี้ยง 551 คน โดยราษฎรทั้ง 2 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีการปลูกข้าวเพื่อบริโภค อาศัยน้ำจากระบบประปาภูเขาใช้เพื่ออุปโภคบริโภค และทำการเกษตรบางส่วน  จากการดำเนินงานสามารถคืนความสมบูรณ์ให้แก่ป่าไม้ ตั้งแต่ปี 2547 - 2569  ได้ถึง 7,510 ไร่ ป่ามีความสมบูรณ์เพิ่มขึ้น 19,810 ไร่ จากเดิม 12,300 ไร่ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาแบบนาขั้นบันไดซึ่งให้ผลผลิตข้าวถึง 400 กก./ไร่ เพิ่มจากการทำนาแบบเดิม 200 กก./ไร่ ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น กาแฟ เสาวรส และหม่อนผลสด เพื่อลดการพึ่งพาพืชชนิดเดียว และเพิ่มการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยในปี 2568 ราษฎรมีรายได้จากผลผลิตกาแฟ 3,300,000 บาท จากจำนวน 28,000 ต้น  และในช่วงเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2568 มีรายได้จากการปลูกหม่อนสดนอกฤดู จำนวน 392,000 บาท นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการปลูกพืชหลังนา ซึ่งเป็นพืชเมืองหนาว ได้แก่ กะหล่ำปลีรูปหัวใจ ผักกาดหงส์ ซูกินี คะน้า รวมทั้งผักพื้นเมืองหลากหลายชนิด ซึ่งสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร และความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนบนพื้นที่สูงได้อย่างยั่งยืน   

 
      โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกอก - บ้านจูน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯเยี่ยมราษฎรบ้านจูนใต้ ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน จึงมีพระราชดำริ ให้หน่วยงานงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการช่วยเหลือพัฒนาราษฎรบ้านกอก หมู่ที่ 11 ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน ประกอบด้วย บ้านจูนใต้ บ้านจูนเหนือ บ้านกอกหลวง และบ้านกอกน้อย ตามกรอบความคิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วย การพัฒนาแหล่งน้ำ การพัฒนาป่าไม้ การพัฒนาอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับภูมิประเทศภูมิสังคม และความต้องการของราษฎร สำนักงาน กปร.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ร่วมสนองพระราชดำริ ดำเนินโครงการพัฒนาบ้านกอก–บ้านจูน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดน่าน ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่านขึ้น ต่อมาได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2548 และพระราชทานพระราชดำริในการพัฒนาพื้นที่โครงการโดยสนับสนุนการปลูกข้าวให้เพียงพอต่อการบริโภคตลอดปี ขยายการปลูกไผ่ให้มากขึ้น ส่งเสริมการเพาะพันธุ์ปลาในพื้นที่ และปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูก 

  
      ปัจจุบันโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกอก – บ้านจูน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีราษฎรเข้าร่วมโครงการ 461 คน จาก 4 กลุ่มหมู่บ้าน ได้แก่ บ้านกอกหลวง บ้านกอกน้อย บ้านจูนเหนือ และบ้านจูนใต้ โดยอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยภูคาและป่าผาแดง พื้นที่ดำเนินการ ประมาณ 17,411 ไร่ โครงการฯ ได้ดำเนินการพัฒนาป่าไม้โดยปลูกไม้ยืนต้นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สร้างการมีส่วนร่วมของราษฎรในการดูแลรักษาป่าและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้อย่างเหมาะสมควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจและจิตสำนึกตระหนักถึงคุณค่าของป่าไม้ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง ข้าวลืมผัว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของชุมชน ตลอดจนส่งเสริมการปลูกกาแฟอาราบิก้า การปลูกมะแขว่นทั้งในรูปแบบผลผลิตสดและการแปรรูปเป็นเครื่องเทศ รวมถึงการปลูกชาเมี่ยงซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างรายได้ 270,000 บาท ให้แก่สมาชิกจำนวน 30 ราย นอกจากนี้ยังส่งเสริมการปลูกไม้ผลเพื่อเป็นธนาคารอาหารให้แก่ชุมชนลดการพึ่งพาอาหารจากภายนอก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืนต่อไป





#สำนักงาน กปร.



 

X