รองนายกฯ “ทรงศักดิ์” ปลื้ม 2 แนวคิด “ชุมชนนำ” - “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” ของ สสส.-ภาคีเครือข่าย ได้ผล ช่วยสร้างนิเวศการเติบโตของเด็กเข้มแข็ง มีเด็ก-ครอบครัวได้รับประโยชน์ 14,730 คน เด็กมีความสุขเพิ่มขึ้น 73.95% ความสัมพันธ์ดีขึ้น 67% พร้อมเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก-เยาวชน-ครอบครัว ทั่วไทย
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 มิ.ย. 2569 ที่โรงแรมทีเคพาเลซ แอนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีสื่อสารสาธารณะ “ครอบครัวยิ้ม” ภายใต้แนวคิด “ชุมชนนำ” และ “เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” เปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายด้านการขับเคลื่อนงานพัฒนาสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว นำเสนอแนวทางการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่เอื้อให้เกิดระบบและมาตรการสนับสนุนให้ครอบครัวและชุมชน มีศักยภาพในการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก


นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ไทยมีเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี อยู่ 13 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด เด็กและเยาวชน คือกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง รัฐบาลตระหนักดีว่าการพัฒนาสุขภาวะเด็ก จะให้ความสำคัญแค่เพียงตัวเด็กอาจไม่เพียงพอ แต่จะต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพด้วย โดยแนวคิด “ชุมชนนำ” และ “การพัฒนานิเวศการเติบโตของเด็ก” ที่ สสส. นำมาใช้ขับเคลื่อนงานพัฒนาสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ถือว่าตอบโจทย์ความท้าทายด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เพราะกรอบแนวคิดไม่ได้มองเฉพาะตัวเด็ก แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก ทั้งครอบครัว ชุมชน และองค์กรต่างๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กเติบโตเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของสังคม


นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า เด็กไทยกำลังเผชิญวิกฤตภาวะโภชนาการไม่สมบูรณ์ สิ่งเสพติด อุบัติเหตุทางถนน พัฒนาการล่าช้า การพนันออนไลน์ และโครงสร้างครอบครัว ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตอย่างมีสุขภาวะดี สอดคล้องกับผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 โดย สสส. และมหาวิทยาลัยมหิดล พบเด็กอายุ 10-14 ปี มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ โดยความชุกของการเคยสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในปี 2563 เป็น 8.5% ในปี 2568 และเด็กใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 1.2% ในปี 2563 เป็น 7.1% ในปี 2568 นอกจากนี้ ปัญหาครอบครัวแหว่งกลาง ยังสร้างผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเด็ก จากรายงานผลสำรวจตรวจความไม่พร้อมเลี้ยงดูเด็กเล็กของครัวเรือนไทย ปี 2568 โดย สสส. และศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิดforคิดส์) พบไทยมีเด็กเล็ก 42.5% อาศัยอยู่ในครอบครัวที่ไม่พร้อมหน้า ส่งผลให้เด็กต้องเผชิญปัญหาความเปราะบางทั้งด้านสุขภาพกายและใจ“
สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย พัฒนาโครงการพัฒนาระบบและกลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2562 เกิดพื้นที่ต้นแบบด้านการบูรณาการขับเคลื่อนงานเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างเป็นระบบในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ลำปาง กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี เลย สุรินทร์ และตรัง เกิดคณะทำงานระดับจังหวัดและตำบล ร่วมจัดทำฐานข้อมูลคัดกรองความเสี่ยงพร้อมช่วยเหลือเด็กรายกรณี มีเด็กและครอบครัวได้รับประโยชน์ 14,730 คน ได้รับการช่วยเหลือจากความรุนแรงในครอบครัว 1,712 คน เด็กมีความสุขเพิ่มขึ้น 73.95% ครอบครัวมีความสัมพันธ์ดีขึ้น 67% นอกจากนี้ สสส. ยังได้ร่วมผลักดันแนวคิด ‘ชุมชนนำ’ โดยครม. มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ปี 2567 ซึ่งกำหนดให้เป็นกลไกหลักในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก รวมถึงด้านการลงทุน โดยมีหน่วยงานท้องถิ่นร่วมสนับสนุนงบประมาณ 3.77 ล้านบาท และนอกจากนี้ ทุนการทำงานของ สสส.ในการขับเคลื่อนงานสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว ใน 24 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ชายแดนทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ พื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยมีท้องถิ่นที่สนใจงานเด็ก เยาวชน และครอบครัว ร่วมกับ สสส. จำนวน 314 แห่ง สะท้อนถึงความเป็นเจ้าของและการยอมรับรูปธรรมการดำเนินงานนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนในการดูแลคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และครอบครัวในระดับพื้นที่ต่อไป” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

นางธิติญา สูตรเลข นักพัฒนาชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สุก จังหวัดลำปาง กล่าวว่า เด็กในพื้นที่ ต.แม่สุก ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน เช่น ยาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว การพนันออนไลน์ และบุหรี่ไฟฟ้า จากสถานการณ์ดังกล่าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในพื้นที่ จึงบูรณาการความร่วมมือจัดตั้งคณะทำงานระดับตำบล เพื่อช่วยเหลือเด็กที่เผชิญปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ ผลการดำเนินงาน พบว่า การได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก โดยมีการบรรจุโครงการคุ้มครองเด็กและครอบครัวไว้ในข้อบัญญัติงบประมาณของท้องถิ่น ทำให้มีงบประมาณรองรับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวได้อย่างสม่ำเสมอ และช่วยยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของท้องถิ่นด้วย











