สสส.จัดพัฒนาทักษะครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กภาคตะวันออก 45 แห่ง จากจังหวัดตราดและจังหวัดสระแก้ว เน้นเสริมการทำหลักสูตรเชื่อมเด็ก ครอบครัว ชุมชน สวมหมวกนิรภัยให้ได้ 100% ด้วยหลัก Professional Learning Community หรือ สร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยมีแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัด (สอจร.) ภาคตะวันออก หลังสถิติจังหวัดตราดชัด เด็กสวมหมวกนิรภัยมากขึ้นแบบก้าวกระโดด จาก 3% เป็น 32% ในปี 2567 เป็นต้นแบบให้กับพื้นที่ต่างๆ
นายพีระ เอี่ยมสุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวเปิดการประชุมการประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบเพื่อความปลอดภัยทางถนน ภาคตะวันออก ความปลอดภัยทางถนนเป็นความมั่นคงทางชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ที่เราต้องสร้างรากฐานตั้งแต่เริ่มต้น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นจุดเริ่มที่คุ้มค่าต่อการลงทุน การดำเนินงานมีทั้งหมด 3 มิติ คือ มิติแรก การสร้างพฤติกรรมความปอลดภัยตั้งแต่ปฐมวัย มิติที่สอง คือ การเชื่อมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกับครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น มิติที่สาม ทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบเป็น “จุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลง” ที่ขยายผลได้ จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จนสามารถนำผลขยายไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในพื้นที่อื่นได้ สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 45 ศูนย์ จากจังหวัดตราด และ จังหวัดสระแก้ว สามารถทำงานนี้ได้จริง ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กเล็ก ผ่านข้อตกลงครอบครัวและการสร้างกิจวัตร การสวมหมวกนิรภัย การคาดเข็มขัดนิรภัย ไม่ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่ขับขี่รถย้อนศร ปฏิบัติตามกฎจราจรให้เป็นตัวอย่างกับเด็กๆ สุดท้ายมีการทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นระบบหนุนเสริม มีการติดตามประเมินผล เพื่อให้เห็นความก้าวหน้าและปรับการทำงานได้ทันเวล
ด้าน นางพรทิพพา สุริยะ ผู้จัดการโครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน และ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า เด็กไทยเกิดน้อย แต่ยิ่งโตยิ่งตาย ผู้ชายตายมากกว่าผู้หญิงเพราะอุบัติเหตุ ในช่วงอายุ 5-29 ปี ทำให้มีแนวโน้มเป็นไปได้ว่า ไทยจะขาดกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ถ้าเราไม่ต้องการส่งต่อมรดกความเสี่ยง ที่เป็นมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ย้อนศร ภาพรถคว่ำเทกระจาด ภาพเด็กขับขี่จักรยานยนต์ซ้อนแบบไม่สวมหมวกกันน็อกแล้วเกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้สืบต่อกันมา เราต้องเปลี่ยนมรดกความเสี่ยงให้เป็นมรดกความปอลดภัยให้ได้ ข้อมูลสถิติจากกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เห็นได้ชัดว่า หลังเด็กอายุ 9 ปี พ้นจากการดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครอง เด็กจะขาดภูมิคุ้มกันความปลอดภัย เพราะพ่อแม่เริ่มปล่อยให้ลูกได้เดินทางเอง มีการปล่อยให้เด็กขับขี่รถจักรยานยนต์ ส่วนจังหวัดตราดแม้จะพยายามรณรงค์อย่างเข้มงวด แต่ยังเป็นพื้นที่สีแดง เพราะอำเภอเมืองครอบคลุมพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ของจังหวัด

เราต้องให้วัคซีนจราจร อย่างที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2554 ยิ่งปี จนพฤติกรรมการสวมหมวกกันน็อกเปลี่ยนทั้งเด็ก ครอบครัว และชุมชน เริ่มต้นจาก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กป่าสัก จังหวัดลำพูน พร้อมเชิญชวนครูในศูนย์พัฒนเด็กเล็ก มาทำวิจัยและดำเนินการร่วมกัน ทั้งจัดการจุดเสี่ยง การสวมหมวกกันน็อก และจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมแต่ละช่วงวัย ยิ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้ความสำคัญสร้างตัวชี้วัด LPA 7 ข้อ (Local Performance Assessment ระบบการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ทำให้ท้องถิ่นร่วมกันสร้างความปลอดภัยทางถนนให้ได้ ด้าน สปสช. เปิดให้มีการของบสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เด็กสวมหมวกนิรภัย ผ่านโครงการ กปท. ปี 2569 ตั้งเป้า 1,600 โครงการ งบประมาณ 32.8 ล้านบาท
ส่วนจะทำอย่างไรให้เกิดการสวมหมวกนิรภัย 100% ในเด็ก พบว่า การทำเป็นธนาคารหมวกกันน็อกช่วยแก้ปัญหาการแจกแล้วจบ คือ ใช้เพียงไม่กี่สัปดาห์จะถูกลืม เมื่อรับหมวกกันน็อกจากการบริจาคที่มีผู้มอบให้ ต้องลงทะเบียนผู้รับหมวกกันน็อก เพื่อให้เกิดการยืม-คืน เช่น ยืมตอนเย็น ส่งคืนตอนเช้า จัดที่วางหมวกกันน็อกไว้ให้ หากมีการลืมอาจมีการปรับค่าตามข้อตกลง แต่ถ้าไม่ลืม จะมีการติดดาวหรือแสตมป์ใบสะสมให้ มีการให้รางวัล เช่น ให้เด็กเป็นผู้นำชักธงชาติ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เด็กชื่นชอบ ระหว่างนั้น คุณครูจะออกแบบสื่อการสอน ไม่ว่าจะเป็น เพลง นิทาน หลักสูตรการเรียน สื่อการสอนแบบต่างๆ ทำให้เด็กจำได้
ด้าน นายเกรียงไกร ปัญญาพงศธร นายอำเภอเมืองตราด กล่าวถึง การดำเนินงานอย่างจริงจังของอำเภอเมืองว่า เนื่องจากเป็นพื้นที่สีแดง คือ มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุด ลำพังอำเภอเมืองที่มีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของจังหวัด มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนคิดเป็น 37 คนต่อแสนประชากร นับว่าสูงมาก ปี 2566 อัตราการตายอยู่ที่ 45 คนต่อแสนประชากร ปี 2567 อัตราการตายอยู่ที่ 38 ต่อแสนประชากร ปี 2568 อัตราการตายลดลงเหลือ 28 คนต่อแสนประชากร เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ที่อำเภอเมืองมีผู้เสียชีวิตมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ การทำรณรงค์ให้ประชาชนสวมหมวกกันน็อกเท่ากับจัดการกับการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุลง 70% จากการเสียชีวิตเพราะการขับขี่มอเตอร์ไซด์ 80% จากจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด โดยอำเภอเมืองใช้วิธีการแบบ 2 แนวรบ คือ ทางหนึ่งทำกับผู้ใหญ่หรือประชาชนทั่วไปทั้งอำเภอ กับ อีกทางหนึ่ง มาตั้งหลักที่เด็กในโรงเรียนทั้งตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 และโรงเรียนขยายโอกาสถังมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยคัดเลือก 1 โรงเรียน 1 ตำบล จำนวนรวมทั้งสิ้น 14 โรงเรียน และมีโรงเรียนท้าทายการดำเนินงาน 1 โรงเรียน ได้ให้นโยบายเน้นว่า ต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงจากก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ
.jpg)
เริ่มจากการประชุม บอกทิศทาง วัดผลชัดเจน ให้ทางโรงเรียนได้คิดทำตามวิธีที่ทำให้เด็กสวมหมวกกันน็อก โฟกัสที่เรื่องการสวมหมวกกันน็อก เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เพื่อลดการบาดเจ็บรุนแรงทางศีรษะ เราต้องบอกประชาชนว่า ถ้าท่านไม่สวมหมวกกันน็อก เท่ากับเปิดรับความเสี่ยงเอง การเริ่มที่โรงเรียนเพราะกระทรวง ศึกษาธิการเองมีนโยบายไม่ต่างกัน คือ ความปลอดภัยของนักเรียน มีการท้าทายหากทางโรงเรียน ผู้ปกครอง เด็ก ยินยอมทำร่วมกัน จะทำการติดตั้งป้ายโรงเรียนปลอดภัยสวมหมวกกันน็อก 100% แล้วทางอำเภอจะช่วยสนับสนุนสิ่งที่โรงเรียนขาด เช่น หาหมวกกันน็อกให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลาน จากนั้นจะมีการวัดการสวมหมวกกันน็อกทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดย อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) และ คนจาก อบต.มาวัด ดูจากการสวมหมวกฯ ทั้งเด็กและผู้ปกครอง แล้วส่งข้อมูลคืนให้ทางโรงเรียน จากมีคนใส่เพียง 20% เมื่อส่งข้อมูลให้กลายเป็นว่า มีการสวมหมวกกันน็อกเพิ่ม 50% มีการเข้าร่วมการประชุมผู้ปกครอง ทำให้รู้ว่า กำลังถูกโฟกัส จนกระทั่งยอดการสวมหมวกกันน็อกเพิ่มเป็น 70-100% โรงเรียนไหนที่ไปไม่ถึง 100% จะมีการสอบถาม หาสาเหตุ ซึ่งในขั้นตอนนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเข้ามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วย เช่น ผู้ปกครองขอให้มีการขายหมวกกันน็อกราคาถูกให้ซื้อได้ เมื่อนายอำเภอสั่งการแล้ว เท่ากับมีการแก้ปัญหาให้กับทางโรงเรียน หรือเมื่อติดตามประเมินผลแล้วพบว่า มีคนจนมากๆ จนไม่สามารถซื้อหมวกกันน็อกได้ จะนำหมวกฯ ฟรี มาให้ จนมีคนสวมหมวกฯ เพิ่มเป็น 99-100% แต่ยังมีบางแห่งสามารถทำได้เพียง 80% ซึ่งไปไม่ได้เพราะเกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมเด็ก กับ ความร่วมมือของผู้ปกครอง

หลายๆ ปัญหา กับ การลงแก้ปัญหา ได้รับความช่วยเหลือจาก พี่เลี้ยง สอจร.จังหวัดตราด (พี่เลี้ยง แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด : พี่เลี้ยง สอจร.) เดินทางร่วมชี้แจง ส่วนทางตำรวจได้เข้ามาช่วยกับผู้ใหญ่บ้าน พาเด็กข้ามถนน ผู้ใหญ่บ้านจะรู้จักลูกบ้านทุกคน จะเตือนลูกบ้านให้สวมหมวกฯ ได้ จนขณะนี้การรณรงค์สวมหมวกกันน็อก ครบในทุกพื้นที่แล้ว สำหรับโรงเรียนที่ต้นแบบที่ร่วมดำเนินการจำนวน 14 แห่งประกอบด้วย โรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา โรงเรียนวัดวัง โรงเรียนวัดสุวรรณมงคล โรงเรียนวัดนองคันทรง โรงเรียนบ้านเปร็ดใน โรงเรียนวัดอ่าวใหญ่ โรงเรียนวัดไทรทอง โรงเรียนบ้านไร่ป่า โรงเรียนชุมชมวัดท่าพริก โรงเรียนวัดอรุณดิตถาราม โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม โรงเรียนวัดตะกาง โรงเรียนวัดคีรีวิหาร และโรงเรียนบ้านคลองประทุม
สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการการขับเคลื่อนงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบเพื่อความปลอดภัยทางถนน ภาคตะวันออก จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งนี้ จัดขึ้นที่จังหวัดตราด เป็นการรวมตัวแทนครูจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจังหวัดตราดและจังหวัดสระแก้ว 45 แห่ง ที่สนใจดำเนินงานสร้างความปลอดภัยทางถนนในเด็กเล็ก มีจำนวนครูเข้าร่วม 150 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมตราด ซิตี้ จังหวัดตราด178