การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เดินหน้าโครงการน้ำดื่มสะอาด Mini Station ขยายการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ให้บริการฟรีแก่ประชาชน เพื่อลดภาระค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิต โดยจัดพิธีเปิด ณ กปภ.สาขาท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และเปิดผ่านระบบออนไลน์พร้อมกัน รวมทั้งสิ้น 54 แห่งทั่วประเทศ พร้อมส่งมอบสุขภาพที่ดีให้แก่ประชาชนในทุกภูมิภาคอย่างทั่วถึง
นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. เปิดเผยว่า น้ำประปาเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การพัฒนาคุณภาพน้ำประปาให้สามารถดื่มได้อย่างปลอดภัยในราคาประหยัด จึงเป็นภารกิจสำคัญของ กปภ. ในการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย โดยโครงการน้ำดื่มสะอาด Mini Station จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐานอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับจุดให้บริการน้ำดื่มสะอาด Mini Station ของ กปภ. ใช้เทคโนโลยีการกรองน้ำระบบรีเวิร์สออสโมซิส (RO) ร่วมกับการฆ่าเชื้อด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถผลิตน้ำดื่มได้ถึง 2,000 ลิตรต่อชั่วโมง สร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับน้ำดื่ม ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน สำหรับการดำเนินโครงการที่ผ่านมา กปภ. ได้เปิดให้บริการจุดน้ำดื่มสะอาด Mini Station แล้วจำนวน 10 แห่งในปี 2567 และในปี 2568 ได้ดำเนินโครงการเพิ่มเติมอีก 68 แห่ง โดยก่อสร้างแล้วเสร็จจำนวน 56 แห่ง และมีความพร้อมเปิดให้บริการจำนวน 54 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดยได้จัดพิธีเปิด ณ กปภ.สาขาท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์พร้อมกันทั่วประเทศ ส่งผลให้ปัจจุบัน กปภ. มีจุดให้บริการน้ำดื่มสะอาด Mini Station ที่พร้อมให้บริการแล้วรวมทั้งสิ้น 64 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ นอกจากนี้ ในปี 2569 กปภ. มีแผนเปิดจุดให้บริการน้ำดื่มสะอาด Mini Station เพิ่มอีก 5 แห่ง และในปี 2570 จะเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อเปิดให้บริการเพิ่มเติมอีก 95 แห่ง รวมที่ดำเนินการแล้วเสร็จและอยู่ในแผนการดำเนินงานในอนาคตทั้งหมด 178 แห่งทั่วประเทศ เพื่อขยายการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดให้ครอบคลุมประชาชนมากยิ่งขึ้น
ผู้ว่าการ กปภ. กล่าวว่า ปัจจุบัน กปภ. ได้ให้บริการน้ำดื่มสะอาดแก่ประชาชนแล้วกว่า 1.61 ล้านลิตร หรือเทียบเท่าน้ำดื่มบรรจุขวดขนาด 600 มิลลิลิตรกว่า 2.6 ล้านขวด สะท้อนถึงความสำเร็จของโครงการและความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจน และนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงด้านน้ำดื่มสะอาดอย่างยั่งยืนในระยะยาว