ภาวะโลกร้อนกำลังเพิ่มความเสี่ยงภัยพิบัติในเทือกเขาหิมาลัย

วันนี้, 07:16น.


         เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเนปาลและพื้นที่ใกล้เคียงของจีน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม กลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของชุมชนในเทือกเขาหิมาลัย หลังมวลน้ำ โคลน และก้อนหินมหาศาลไหลทะลักลงมาตามแม่น้ำหลายสาย คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 1,000 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกหลายพันคน ขณะที่บางส่วนคาดว่ายังติดอยู่ภายในอุโมงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ



เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังชั้นหินและมวลน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งบนพื้นที่สูงพังถล่มลงมา ทำให้เกิดกระแสน้ำและเศษซากไหลลงสู่พื้นที่ชุมชนอย่างรวดเร็ว



          ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ หรือ ICIMOD ในกรุงกาฐมาณฑุ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดภัยพิบัติซับซ้อน ในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ปลายน้ำ



          ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติระบุว่า เทือกเขาหิมาลัยกำลังเผชิญภัยพิบัติที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้น้ำแข็งและธารน้ำแข็งบนภูเขาละลาย ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อดินถล่ม หิมะถล่ม และน้ำท่วมเพิ่มขึ้น



          ในบางกรณี หิมะหรือน้ำแข็งที่ถล่มลงมาอาจกีดขวางเส้นทางน้ำจนเกิดเป็นเขื่อนธรรมชาติ ก่อนที่น้ำจะทะลักออกมาอย่างฉับพลันกลายเป็นน้ำป่าหลาก ขณะที่ฝนตกหนักหลังเกิดภัยพิบัติครั้งแรกยังสามารถซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงยิ่งขึ้น



          อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะระบุโดยตรงว่าเหตุภัยพิบัติครั้งล่าสุดในเนปาลมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อน แต่เมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล โอกาสเกิดภัยพิบัติลักษณะนี้ก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งกำลังอุ่นขึ้นเร็วกว่าหลายพื้นที่ของโลก



          เทือกเขาฮินดูกูช-หิมาลัยพาดผ่านพื้นที่ของอัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ เมียนมา และจีน และเป็นพื้นที่ที่มีน้ำแข็งสะสมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนอกเขตขั้วโลก แม่น้ำสายสำคัญจำนวนมากมีต้นกำเนิดจากภูเขาเหล่านี้ และหล่อเลี้ยงประชากรเกือบ 2,000 ล้านคน



          ข้อมูลจากนักวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า การสูญเสียน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2000 ขณะที่การละลายของชั้นดินเยือกแข็ง หรือเพอร์มาฟรอสต์ ยังอาจทำให้พื้นที่ลาดเขาอ่อนตัวและเพิ่มความเสี่ยงต่อดินถล่ม



          ภาพถ่ายดาวเทียมหลังเหตุการณ์ล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า มวลหินและน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งขนาดมหาศาลพังถล่มลงสู่หุบเขา ก่อนผลักดันมวลน้ำและโคลนสูงหลายชั้นอาคารไหลลงไปยังชุมชนที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร



          แม้เนปาลจะมีระบบแจ้งเตือนภัยผ่านข้อความโทรศัพท์มือถือ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระบบดังกล่าวยังมีข้อจำกัด โดยประชาชนบางส่วนเป็นนักท่องเที่ยวหรือแรงงานข้ามชาติที่ไม่เข้าใจภาษาเนปาล ขณะที่บางคนประเมินความรุนแรงของภัยต่ำเกินไป



ในการรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้พัฒนาระบบเตือนภัยที่ระบุอย่างชัดเจนว่าประชาชนควรปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงเข้มงวดเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินความเสี่ยงหลายด้านก่อนอนุมัติโครงการก่อสร้าง และเพิ่มระบบติดตามสถานการณ์ข้ามพรมแดนระหว่างประเทศในภูมิภาค



          ขณะที่เนปาลเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนต่ำมาก โดยมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกน้อยกว่า 0.1% แต่กลับต้องเผชิญผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากข้อมูลประมาณการล่าสุดของฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษเพื่อการวิจัยบรรยากาศโลก (Emissions Database for Global Atmospheric Research - EDGAR) ของคณะกรรมาธิการยุโรปสำหรับปี 2024 พบว่า จีน สหรัฐฯ และอินเดีย เป็น 3 ชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในแง่ของปริมาณ



          อย่างไรก็ตาม อินเดียปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เทียบเท่าเพียงประมาณ 3 ตันต่อคน ขณะจีนที่ปล่อยประมาณ 11 ตันต่อคน และสหรัฐฯ ปล่อยมากกว่า 17 ตันต่อคน



          ชิซีร์ คานาล รัฐมนตรีต่างประเทศเนปาล กล่าวว่า ประเทศทั้งสามมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการชดเชยแก่ประเทศที่เปราะบางซึ่งได้รับผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งพวกเขาเองแทบจะไม่ได้มีส่วนร่วมก่อ



          นอกจากนี้ รัฐบาลกาฐมาณฑุยังขอความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเร่งด่วนจากกองทุนเพื่อการตอบสนองต่อความสูญเสียและความเสียหาย (Fund for Responding to Loss and Damage) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติแล้ว และกำลังเตรียมที่จะหยิบยกเรื่องภัยพิบัติและข้อเรียกร้องด้านความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศขึ้นมาหารือในเวทีระหว่างประเทศ



          คานาล กล่าวด้วยว่า ภัยพิบัติที่ราสุวาไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเหตุฉุกเฉินด้านมนุษยธรรมที่ต้องการเงินบริจาคเท่านั้น แต่เขามองว่าการชดเชยเป็นความรับผิดชอบที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่



          “นี่ไม่ใช่เรื่องของการกุศล แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบทางกฎหมายและศีลธรรม”



          สวาร์นิม วาเกล รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของเนปาล กล่าวกับรอยเตอร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เนปาลอาจต้องการเงิน 4,000-5,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 10% ของขนาดเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูสิ่งที่ถูกทำลายจากน้ำท่วม

ข่าวทั้งหมด

X