พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย 20 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, มาเลเซียและเวียดนาม รวมถึงเจ้าหน้าที่เอฟบีไอร่วมกิจกรรม Open House ตรวจเยี่ยมหน่วยทหาร และลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนช่องจอม จ.สุรินทร์ เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ที่สร้างผลกระทบในหลายประเทศ และบ่อนทำลายความมั่นคงในภูมิภาค
โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำกับดูแลเรื่องการแก้ปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ร่วมคณะด้วย เพื่อติดตามความคืบหน้าการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ พื้นที่ชายแดนช่องจอม-โอร์เสม็ด และมีตัวแทนองค์กรเอกชนหรือ NGO เช่น นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์ (Human Rights Watch) ประจำประเทศไทย ร่วมสังเกตการณ์
คณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศทั้ง 20 ประเทศและเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ได้เข้าสำรวจพื้นที่จริงบริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ตรงข้าม เมืองโอร์เสม็ด จ.อุดรมีชัย เพื่อรับทราบสถานการณ์จริงเกี่ยวกับปัญหาสแกมเมอร์ในพื้นที่โอร์เสม็ด หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 โดยพื้นที่โอร์เสม็ดมีฐานสแกมเมอร์หลัก 2 แห่ง คือ โอร์เสม็ดรีสอร์ต และรอยัลฮิล โดยเฉพาะในส่วนของรอยัลฮิล ที่มีอาคารสูง 6 ชั้น จำนวน 3 อาคาร ใช้เป็นที่พักและห้องทำงานของสแกมเมอร์ที่แยกเป็นประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม, สิงคโปร์, อินเดีย และมีอาคารผู้บริหารแยกออกมา 1 อาคาร รวมถึงห้องอาหาร ร้านค้า
ภายในอาคารต่างๆ มีหลักฐานมากมายที่กลุ่มสแกมเมอร์เคยใช้หลอกลวงประชาชน เช่น การจัดฉากหน่วยงานราชการของประเทศต่างๆ อาทิ สถานีตำรวจ และธนาคารที่ใช้ในการหลอกลวงเหยื่อ เอกสารรายชื่อของเหยื่อในประเทศต่างๆ เครื่องแบบตำรวจ รวมถึงยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าและของใช้ส่วนตัวทิ้งไว้
พล.ท.ธีรนันท์กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อต้องการสื่อสาร และให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่ามีการก่ออาชญากรรมที่มีผลต่อมวลมนุษยชาติ ภายหลังตรวจสอบอาคารต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน พบโครงสร้างสแกมเมอร์ เซ็นเตอร์ที่เป็นระบบ มีขั้นตอนการทำงานที่ละเอียด รวมทั้งตรวจสอบพบหลักฐาน เช่นสิ่งจำลองที่ใช้ในการหลอกลวง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการรวบรวมหลักฐานไว้ทั้งหมดแล้ว ส่วนกองทัพมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเข้าพื้นที่
นอกจากจะเป็นฐานสแกมเมอร์แล้ว ยังมีการตรวจสอบพบการบินโดรน ทำให้มีความเชื่อมโยงในการใช้เป็นฐานบัญชาการโจมตีไทยด้วย ซึ่งพล.ท.ธีรนันท์กล่าวว่า ย้อนกลับไปในการปะทะครั้งที่สอง เราตรวจสอบพบโดรนบินขึ้นเป็นร้อยลำ มีการใช้โดรนพลีชีพพุ่งชนจนทำให้เกิดระเบิด และทำให้กำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นเป้าหมายทางทหารอย่างชัดเจน ทางกองกำลังจึงปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่นี้ โดยพื้นที่บริเวณนี้เราควบคุมไว้ประมาณ 100 ไร่ ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างสแกมเมอร์
เมื่อถามว่า หลักฐานที่พบทั้งหมดจะรวบรวมไปบอกให้โลกรู้ว่ากัมพูชาเป็นแหล่งสแกมเมอร์หรือไม่ พล.ท.ธีรนันท์กล่าวว่า การจะบอกว่าเป็นแหล่งของสแกมเมอร์โลกได้ก็คือการรวบรวมหลักฐาน แต่เราต้องการให้สังคมได้รับรู้ และเห็นภาพจึงนำสื่อมวลชนลงพื้นที่วันนี้ ส่วนที่ว่ารัฐบาลกัมพูชาหนุนหลังหรือไม่ ต้องรอพิสูจน์หลักฐานที่เชื่อมโยงว่าเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของกระบวนการสืบสวน นอกเหนือขีดความสามารถของกองทัพ
เมื่อถามว่า เราจะดูแลและควบคุมพื้นที่นี้ไปถึงเมื่อไหร่ พล.ท.ธีรนันท์กล่าวว่า เราปฏิบัติการตามถ้อยแถลงร่วมในการวางกำลัง ตรงไหนก็คือตรงนั้น เราอยู่ในที่วางกำลัง ส่วนการเจรจาทั้งหมดจะกลับไปที่เจบีซีและจีบีซี
เมื่อถามว่า ภายหลังยุติการปะทะแล้ว มีความพยายามของฝ่ายกัมพูชาจะกลับเข้ามาในพื้นที่อีกหรือไม่ พล.ท.ธีรนันท์กล่าวว่า ยังไม่พบการกลับเข้ามา แต่เราไม่แน่ใจเรื่องสาเหตุ แต่ก็จะมีการกันไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในบริเวณนี้ ในขณะนี้เราต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ ในส่วนของทหารก็ต้องรักษาพื้นที่ในลักษณะนี้เอาไว้ก่อน
ด้านการข่าวมีบุคคลต่างชาติเข้ามาหลอกจำนวนเท่าใด พล.ท.ธีรนันท์กล่าวว่า ตัวเลขที่รวบรวมและพูดคุยกับกองกำลังน่าจะประมาณ 8,000 ถึง 10,000 คน และพบว่ามีการเคลื่อนย้ายออกไปที่มีการปฏิบัติการทางทหารเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม
#สแกมเมอร์เขมร
ข่าวทั้งหมด