นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้” ประธานกลุ่ม “กรุงเทพฯ บินได้” พร้อมด้วย "หน่อง" ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัครผู้ว่า กทม.หมายเลข 7 ลงพื้นที่หาเสียงบริเวณหน้าโรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม เขตหนองแขม พบปะประชาชนและนักเรียน พร้อมนำเสนอนโยบายสำคัญของกลุ่ม
นายภาสพงศ์ กล่าวว่า กลุ่มกรุงเทพฯ บินได้มีนโยบาย “สวย ฟิต หล่อ ใหญ่ ยาว” เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความมั่นใจของประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งด้านสุขภาพ ความงาม และบุคลิกภาพ ควบคู่กับนโยบายด้านสังคมและครอบครัว โดยเสนอให้สนับสนุนค่าอาหารเด็กวันละ 100 บาท เป็นเวลา 9 เดือน เพื่อลดภาระค่าครองชีพของผู้ปกครอง
นอกจากนี้ ยังผลักดันนโยบายรับอุปการะเด็กที่เกิดจากครอบครัวที่ยังไม่พร้อมเลี้ยงดู โดยให้กรุงเทพมหานครเข้ามาดูแลและสนับสนุนการศึกษาไปจนถึงระดับปริญญาตรี เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสในการเติบโตและเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม
ด้านนายมงคลกิตติ์ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ว่า ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงราว 13 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง และเริ่มมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายพื้นที่ พร้อมแฉข้อมูลที่ได้รับมาว่า มี “น้องชายคนเล็กอาเฮีย” ทำหน้าที่ประสานงานในชุมชนต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร ทั้งชุมชนแออัดและชุมชนริมคลอง รวมถึงมีการตั้งหัวคะแนนและจ่ายเงินล่วงหน้าให้กับผู้ประสานงานบางส่วนแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
นายมงคลกิตติ์ยังเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปรับโครงสร้างกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งใหม่ โดยเสนอให้มีตัวแทนจากนักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย ครู และกำลังพลจากเหล่าทัพ เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสร้างความโปร่งใสและลดข้อครหาเรื่องความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์
พร้อมกันนี้ กลุ่มกรุงเทพฯ บินได้ ยังเปิดรับ “อาสาไดโนเสาร์” กว่า 10,000 คน เพื่อกระจายกำลังเฝ้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งทั้งกว่า 6,000 หน่วย ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยมีหน้าที่ติดตามการนับคะแนน ตรวจสอบการบันทึกผล และรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยเลือกตั้ง เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลคะแนนที่ประกาศอย่างเป็นทางการ
นายมงคลกิตติ์ ย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเป็นไปอย่างสุจริตและโปร่งใส พร้อมขอให้ กกต.เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและป้องกันปัญหาข้อโต้แย้งเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งในอนาคต.
สำหรับผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ของกลุ่มกรุงเทพบินได้ คือ นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ชื่อเล่น หน่อง เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2522 ปัจจุบันอายุ 46 ย่าง 47 ปี เป็นบุตรของนักการทูตซึ่งเคยไปดำรงตำแหน่งอยู่ที่โปแลนด์หลายปี เป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด เกิดที่โรงพยาบาลศิริราช จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร และระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในอดีตยังเคยทำงานด้านการส่งออก ปัจจุบันเป็นฟรีแลนซ์และนักลงทุนอิสระในตลาดหลักทรัพย์
ชูนโยบายไม่เก็บค่าขยะ ชวนคนกรุงคัดแยก
ในวันเปิดตัว นายภาสพงศ์ ยังกล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมีนโยบายที่จะพัฒนา กทม. และทำให้คุณภาพชีวิตคนกรุงดีขึ้น ทั้งการคมนาคมที่สะดวกขึ้น การจัดเก็บขยะมูลฝอย ซึ่งปัจจุบันนโยบายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คือไม่เทรวม จะเก็บค่าขยะ 20 บาท แต่นโยบายของตนคือไม่เก็บค่าขยะ โดยทุกครัวเรือนต้องเป็นสถานคัดแยกขยะ เมื่อรถ กทม. เข้ามาเก็บก็จะมีแอปพลิเคชันธนาคารขยะ ในการรับซื้อขยะ อาทิ กระดาษ เศษเหล็ก พลาสติก บางส่วนจะนำไปแปรรูป ปัจจุบัน กทม. มีขยะราว 10,000 ตันต่อวัน โรงคัดแยกขยะ 3 ที่ไม่พอ จึงอยากให้พี่น้องประชาชนเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณลดขยะ ด้านนโยบาย นายมงคลกิตติ์ มีการชูเมกะโปรเจกต์และนโยบายสุดแหวกแนวที่จะเปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ ไปตลอดกาล ประกอบด้วย นโยบายคมนาคมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ด้วยการทำรถบินได้ ตั้งเป้านำเข้ายานพาหนะบินได้จากประเทศจีน 1,000 คัน/ปี ใช้งบประมาณ กทม. และเอกชนลงขันกันฝ่ายละ 500 ล้านบาท พร้อมออกกฎหมายจราจรทางอากาศ และส่งคนกรุงท่องอวกาศขึ้นไปท่องอวกาศในระยะ 90-100 กิโลเมตรจากผิวโลก โดยดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุนถึง 80%
ขณะที่นโยบายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและ Soft Power ระดับโลกจะทำการโคลนนิ่งไดโนเสาร์ ด้วยการจัดตั้ง “สำนักสัตว์ดึกดำบรรพ์” โดยส่งนักวิทยาศาสตร์ไทยด้านตัดต่อพันธุกรรมไปจับมือกับต่างประเทศ เพื่อทำการวิจัยและสร้างสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่คล้ายไดโนเสาร์ขึ้นมาจริง ๆ หวังปั้นเป็นสวนสัตว์นวัตกรรมและแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก นอกจากนี้จะซื้อสโมสรแมนยูฯและลิเวอร์พูลในสัดส่วน 51% เพื่อให้เป็นของคนไทย
สำหรับนโยบายสิ่งแวดล้อม พลังงาน และปากท้อง นายมงคลกิตติ์ ระบุว่า คลองแสนแสบต้องดื่มได้ ด้วยการบำบัดน้ำเสียตลอดสาย 47.5 กิโลเมตร ผ่านเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างระบบ Ultrafiltration และระบบกรอง RO (Reverse Osmosis) พร้อมฆ่าเชื้อด้วยแสง UV หรือคลอรีน ตั้งเป้าปรับคุณภาพน้ำจนประชาชนตักขึ้นมาดื่มและบริโภคได้ภายใน 6 เดือน พร้อมเปลี่ยนเรือโดยสารเป็นไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด และซื้อโรงกลั่นลดค่าน้ำมันให้ กทม. ร่วมกับประชาชนเข้าซื้อกิจการโรงกลั่นน้ำมันดิบจากบางจากฯ และตั้งโรงทาน 50 เขต อัดฉีดทหารผ่านศึกเดือนละ 3,000 บาท
ส่วนนโยบายสาธารณสุข จะผลักดันโรงพยาบาลสังกัด กทม. ให้บริการด้านศัลยกรรม ความงาม และสุขภาพในราคาถูก เพื่อให้คนกรุง “สวยฟิต หล่อยาว” พร้อมชูเรือธงให้คน กทม. เจียดเวลาวันละ 1 ชั่วโมง 40 นาที ในการผลิตบุตรเพิ่มประชากรปีละ 1 แสนคน ป้องกันปัญหาโรงเรียนร้างและขาดแคลนแรงงานและเพิ่มโบนัส 10% ให้ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้าง กทม. แต่มีเงื่อนไขว่าผู้ที่จะได้สิทธินี้ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพ เช่น ค่าดัชนีมวลกาย (BMI), ขนาดรอบเอว และค่าไขมันเลว (LDL) ต้องไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐแข็งแรง
#เลือกผู้ว่ากทม
#กรุงเทพบินได้
ข่าวทั้งหมด