ฟิทช์คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ

26 กันยายน 2568, 07:08น.


          ฟิทช์ เรทติ้ง (Fitch Ratings) รายงานผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยได้คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ Negative Outlook เนื่องจากมีความเสี่ยงทางการคลังที่เพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ประกอบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่มาจากภาวะอุปสงค์โลกที่ชะลอตัวลง สถานการณ์ของหนี้ครัวเรือน และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีความเห็นต่อภาคการเงินต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจไทย ภาคการคลัง และความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้



          ภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance): ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ส่งผลให้รัฐบาลมีฐานะสินทรัพย์สุทธิต่างประเทศ (Net External Asset Position) สูงถึงร้อยละ 47 ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกันกับ BBB อยู่ที่ร้อยละ -2 และมีฐานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ของ GDP



          ภาวะเศรษฐกิจไทย (Economic Condition): การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากร้อยละ 2.5 ในปี 2567 เป็น ร้อยละ 2.2 ในปี 2568 และร้อยละ 1.9 ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือ BBB ที่ร้อยละ 2.7 เนื่องจากอุปสงค์โลกทั้งภายในประเทศและต่างประเทศชะลอตัว สถานการณ์หนี้ครัวเรือน และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 21.9 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าปี 2562 ที่มีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 39.9 ล้านคน นอกจากนี้ ภาคการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก และได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี Fitch มองว่า ประเทศไทยยังคงมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว



          ภาคการคลัง (Fiscal Position): มองว่า รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายทางการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการขาดดุลงบประมาณจะอยู่ที่ร้อยละ 4.6 ของ GDP ในปี 2568 และร้อยละ 4.3 ในปี 2569 เนื่องจากรัฐบาลมีการออกมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจและมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งอาจส่งผลทำให้หนี้ภาครัฐบาล (Gross General Government Debt) จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 59.4 ของ GDP ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งจะต่ำกว่าค่ากลางของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกันกับ BBB อยู่ที่ร้อยละ 59.6 ของ GDP



          ความไม่แน่นอนทางการเมือง (Political Uncertainty): มองว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีวาระในการปฏิบัติงานอยู่เพียง 4 เดือน และจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งโดยทั่วไปภายในปีหน้า อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในอนาคต อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจจะส่งผลให้การดำเนินการตามแผนการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ในระยะปานกลางล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้



...



#อันดับความน่าเชื่อถือ



#ฟิทช์เรทติ้ง

ข่าวทั้งหมด

X