ธปท.เตือนรับมือ โควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ระบาดยืดเยื้อ กระทบเศรษฐกิจ

22 กรกฎาคม 2564, 15:35น.


         การระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาที่กลายมาเป็นสายพันธุ์หลัก ทำให้การระบาดมีแนวโน้มรุนแรง และยืดเยื้อกว่าคาดการณ์ การระบาดเริ่มขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น ขณะที่ประสิทธิผลของวัคซีนหลาย ๆ ตัวสำหรับป้องกันไวรัสสายพันธุ์เดลตาอาจจะลดลง ส่งผลให้การบริหารจัดการทำได้ยากขึ้น



          ขณะที่การประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดล่าสุด ที่แม้จะไม่ใช่การล็อกดาวน์แบบเต็มรูปแบบเหมือนปีที่แล้ว แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มถูกกระทบใกล้เคียงกับการล็อกดาวน์แบบเต็มรูปแบบทั้งประเทศ และมีโอกาสที่จะลงลึกอย่างต่อเนื่อง โดย ธปท. ได้มีการประเมินความเสียหายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากมาตรการล็อกดาวน์หากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี จะส่งผลกระทบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 0.8% แต่หากไม่สามารถควบคุมได้ เป็นกรณีต่ำ (โลเวอร์เคส) จะส่งผลกระทบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจถึง 2% โดยมีการประเมินเป็น 2 กรณีคือ



1.มาตรการที่เข้มข้นสามารถควบคุมการแพร่ระบาดให้ลดลงไปได้ 40% ก็จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ในช่วงกลางเดือน ส.ค. นี้ และ



2. หากเป็นโลเวอร์เคส การควบคุมการแพร่ระบาดลดลงไปได้แค่ 20% นั่นอาจส่งผลให้การแพร่ระบาดยืดเยื้อถึงสิ้นปีนี้ และมีความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่ยาวนานขึ้น แม้ว่ารัฐบาลจะไม่ได้สั่งล็อกดาวน์ แต่ประชาชนก็อาจจะล็อกดาวน์ตัวเอง โดยผลกระทบจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ 0.8-2% นั้น ยังไม่สามารถนำไปหักลบกับคาดการณ์จีดีพีได้เลย เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ เป็นตัวแปรที่อาจจะเข้ามาพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจได้ เช่น มาตรการทางการเงิน การคลัง มาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ การปรับวิธีการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. กู้เพิ่มเติม 5 แสนล้านบาท หากใช้ทั้งหมดในปีนี้ หรือรัฐขยับเวลามาใช้ให้เร็วขึ้น รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ที่มีอยู่ก็อาจจะเพียงพอ



          นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสริมในเรื่องการส่งออก แม้ว่าจะมีบางประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดในระลอกใหม่ ๆ แต่ในแง่ความต้องการและเศรษฐกิจส่วนใหญ่ก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ จึงยังไม่เห็นภาพผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคการส่งออก



          ประเด็นที่ต้องจับตาในระยะต่อไป ในระยะสั้น ได้แก่ ความพร้อมด้านสาธารณสุข คือสิ่งสำคัญ ทั้งกำลังการตรวจและการรักษา, ภาคการผลิตอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดเพียงในระยะสั้น แต่กำลังซื้อที่อ่อนแอลงจะกระทบต่อยอดขายในระยะต่อไป ส่วนประเด็นในระยะยาว ควรเร่งกระจายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง แทนมาตรการควบคุมที่เข้มงวด ซึ่งอาจจำเป็นในระยะสั้น แต่ไม่ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ, ต้องจำกัดให้กระทบภาคท่องเที่ยวน้อยที่สุด หากโครงการนำร่องอย่าง แซนด์บ็อกซ์ ถูกกระทบ จะยิ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวในระยะยาว

          ส่วนสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.5% ในไตรมาส 1/2564 นั้น ยังไม่อยากให้มองภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นภายใต้วิกฤตแบบนี้ เพราะเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ ที่หนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจ และหนี้ภาครัฐมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งหมด โดยอาจจะต้องรอดูภาพหลังเศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติมากกว่าว่าภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีมาตรการบริหารจัดการหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างไร เนื่องจากช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ครัวเรือนมีการกู้ยืมเพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป แต่หากเทียบกับช่วงที่ผ่านมา การก่อหนี้ภาคครัวเรือนไม่ได้สูงขึ้นมาก เพราะครัวเรือนมีฐานะเปราะบาง ความสามารถในการก่อหนี้ถูกจำกัด

 

ข่าวทั้งหมด