สสส. จับมือ มสส.เชิญภาคีเครือข่ายตีแผ่ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า สินค้าต้องห้ามในไทยที่พบช่องว่างและจุดอ่อนเพียบ
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องบงกชรัตน์ เอ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพฯ มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ“ชำแหละปัญหาข้อกฎหมาย การปราบปราม-ทำลายบุหรี่ไฟฟ้า” โดยมี นายจิระ ห้องสำเริง เป็นผู้ดำเนินรายการ
นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 ได้กล่าวเปิดประชุมว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายเป็นสินค้าต้องห้ามสำหรับประเทศไทยทั้งการนำเข้า ผลิต จำหน่าย ครอบครองและการสูบ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 , พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และประกาศกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้านิยมซื้อขายกันอย่างแพร่หลายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้จับกุมได้ยาก อีกทั้งยังมีการลักลอบเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เช่น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการจับกุมยึดบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 65,000 ชิ้นพร้อมอุปกรณ์ที่นำเข้าจากประเทศจีนที่เตรียมผลิตได้อีกกว่า 30,000 ชิ้น หรือการบุกค้นโกดังเก็บบุหรี่ไฟฟ้าย่านบางแค ยึดของกลางกว่า 50,000 ชิ้น และการทลายโรงงานผลิต GM Pot สูตรสารซอมบี้ลักลอบผลิตน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ายึดของกลางได้กว่า 80,000 ชิ้น เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นสิ่งยืนยันภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อเด็กและเยาวชนชัดเจน และจากการที่ได้มีโอกาสไปพบกับ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ยอมรับว่ามีบุหรี่ไฟฟ้าที่นำเข้าผิดกฎหมาย 2 ส่วนคือ ส่วนที่มีการต่อสู้คดีต้องรอให้ศาลพิพากษาถึงที่สุด กับส่วนที่ไม่มีคนแสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่งส่วนนี้สามารถทำลายได้เลย ท่านอธิบดีบอกว่าหน่วยงานไหนจะเอาไปทำลายก็ยินดี ซึ่งนำมาสู่การประชุมในวันนี้เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทุกมิติ และวิทยากรที่เข้าร่วมในการประชุมก็ได้ให้แง่มุมและข้อเสนอน่าสนใจไว้ดังนี้
นายเลิศศักดิ์ รักธรรม ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภค 3 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) กล่าวว่า กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับ 4 หน่วยงานคือ ตำรวจ ,ศุลกากร ,กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงศึกษาธิการ แต่ละหน่วยงานมีหน้าที่และอำนาจในมืออยู่แล้ว ศุลกากรถือเป็นด่านแรก ส่วนของกลางที่ยึดได้ทุกหน่วยงานจะมีบัญชีของกลางของหน่วยงานตัวเองสามารถตรวจสอบได้ เมื่อสคบ.จับกุมของกลางจะอยู่กับตำรวจซึ่งบัญชีทั้ง 2 หน่วยงานต้องตรงกัน มีการตรวจสอบความถูกต้องก่อนการทำลายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่ว่าของกลางถูกวนกลับมาขายใหม่นั้นตนคิดว่ามีไม่มาก แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการขายออนไลน์การปราบปรามทำได้ยาก เวลานี้ สคบ.ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ Facebook และ Tiktok ช่วยปิดกั้น แต่คนขายก็หลีกเลี่ยงโดยใช้รูปสัญลักษณ์ หรือ อิโมจิ แทน ทำให้ AI จับไม่ได้ เวลานี้มีการฟ้องคดีแพ่งบางแพลตฟอร์มแล้วและจะดำเนินคดีอาญาด้วยแต่อาจจะยากตรงที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย “ ถึงเวลาร่างกฎหมายให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพเพราะเป็นสินค้าที่ทำลายสุขภาพ จะได้บูรณาการแก้ปัญหาร่วมกันได้”
นายฤทธิรอน ทวีทรัพย์ นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ สคบ. กล่าวว่า ต้องขอบคุณ สสส. ที่สนับสนุนให้ สคบ. ดำเนินการรณรงค์และปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าร่วมกับหลายหน่วยงานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้การขายบุหรี่ไฟฟ้าหน้าร้านแทบจะหายไปแล้ว แต่กลับพบว่ามีการจำหน่ายผ่านโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้น โดยมาในรูปแบบ Toy มีการเลี่ยงคำทำให้คนเข้าถึงได้ง่าย และกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันบังคับใช้ได้เฉพาะผู้ผลิตและขายหน้าร้าน พอเป็นการขายออนไลน์มีคำถามว่า ผู้เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มอยู่ในข่ายผู้ขายหรือผู้สนับสนุนหรือไม่ นี่คือปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องได้รับการแก้ไข
ทางด้านของ พ.ต.อ.ปริญญา ปาละ ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้กล่าวว่า ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าผิดกฎหมายห้ามนำเข้า ในฐานะที่ตำรวจเป็นหน่วยจับกุม ได้ใช้ทั้ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ในการดำเนินการจับกุม แต่เมื่อมันเป็นสินค้าผิดกฎหมายแบบนี้แล้ว ต้องต้องรีบทำลาย แต่กลับถูกเก็บไว้จนล้นโกดังเพื่อรอให้คดีสิ้นสุดถึงจะทำลายทิ้ง ต้องเสียค่าเช่าเดือนละ 500,000 บาท เพื่อเก็บของกลางเหล่านี้ไว้ จริงๆ เรื่องนี้ไม่ต้องรอให้คดีสิ้นสุด สามารถทำลายได้เพราะเป็นสินค้าที่มีความผิดในตัวเหมือนยาเสพติด ส่วนเรื่องข้อกฎหมายอยากให้แก้กฎหมายรวมเป็นฉบับเดียวกัน จะอยู่ใน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบก็ได้ เพื่อความเป็นเอกภาพในการแก้ปัญหา และมองว่ากรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ควรจะเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า
ส่วนด้านของ นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รายงานสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้าในช่วง 30 วัน เป็นจำนวน 1.81 ล้านคน กลุ่มอายุที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากที่สุดคือ อายุ15-29 ปี คิดเป็นร้อยละ 8.4 ขณะที่การบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ดูไม่เข้มแข็ง มีการโฆษณาและสื่อสารการตลาดจูงใจให้ข้อมูลเท็จ แต่กลับไม่เห็นข่าวการดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อมาคือปัญหาการปรับใช้และการตีความ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย คำว่า “รับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242” ควรจำกัดเฉพาะกลุ่มผู้นำเข้า ผู้ขาย หรือผู้รับจ้างฝากบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อขายเท่านั้น เรื่องนี้ส่งผลให้ผู้บริหารและคุณครูไม่สามารถควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้ยกเลิกนโยบาย drop box หรือกล่องทิ้งบุหรี่ไฟฟ้าที่ตรวจเจอในสถานศึกษา ครูไม่กล้าริบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียน และเกรงว่าจะมีความผิดฐานครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าตามกฎหมายศุลกากร
ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้คือเมื่อครูยึดบุหรี่ไฟฟ้าได้แต่ไม่สามารถนำไปทำลายได้ ส่วนตำรวจท้องที่ส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับมอบบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าวเพราะถือว่ายังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีผู้กระทำผิด ส่วนการปราบปรามการซื้อขายกันทางออนไลน์แม้จะมีการปิดเว็บไซต์หรือ URL จำนวนมากแต่ก็สามารถเปิดใหม่หรือใช้แพลตฟอร์มอื่นๆ ได้ จึงเสนอให้สืบสวนขยายผลไปยังเจ้าของบัญชีธนาคารหรือเส้นทางการเงิน การทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมทั้งศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศที่บังคับใช้กฎหมายได้มีประสิทธิภาพ การใช้ AI / Application ตรวจสอบการซื้อขายทางออนไลน์ เพิ่มบทลงโทษผู้นำเข้า ผู้ขาย และผู้ร่วมขบวนการ ขอความร่วมมือผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุตรวจสอบสินค้า ประชาสัมพันธ์ช่องทางการให้คำปรึกษาแก่ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ต้องการเลิก ปรับปรุง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 เพื่อควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากวิทยากรแล้ว ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ยังได้เพิ่มเติมในประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ นายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ (ครปอ.) กล่าวว่า ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าขณะนี้ เชื่อว่าค่านิยมสังคมเริ่ม ฟังข้อมูลจากวันนี้เห็นโอกาสในการทำงานร่วมกับ สคบ.และเห็นว่าต้องร่วมทำงานกับกรมศุลกากรอย่างจริงจัง ด้าน นายเตชาติ์ มีชัย ประธานมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย แค่ออกเป็นประกาศว่า ถ้าไม่มีผู้มารับหรือร้องขอของกลางบุหรี่ไฟฟ้าภายในเวลาที่กำหนดก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน จะทำ ให้ตำรวจทำงานง่ายขึ้น และสามารถทำลายของกลางก่อนคดีสิ้นสุดได้ นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานภาคี ป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อยากให้ปรับเรื่อง drop box หรือกล่องทิ้งบุหรี่ไฟฟ้า ที่ กระทรวงศึกษาธิการยกเลิกนโยบายนี้ไปแล้ว เป็นการทำงานในเชิงป้องกันแก่เยาวชน แต่ต้องให้คุณครูปลอดภัยด้วย โดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ทำอย่างไรที่จะทำลายบุหรี่ไฟฟ้าโดยเร็ว โดยที่เด็กไม่ใช่ผู้ร้ายและคุณครูไม่ผิด
ด้านตัวแทนสื่อมวลชนที่เข้าร่วมประชุมก็ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกันว่าเห็นด้วยที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ควรจะเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า เพราะสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง
และก่อนปิดการประชุม นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ได้กล่าวว่าวันนี้เป็นโอกาสดีที่วิทยากร ผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับการปราบปรามทำลายบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งสื่อมวลชนที่ได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดได้ร่วมกันเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา ได้เห็นถึงมุมมองและแนวทางในการผลักดันการขับเคลื่อนรณรงค์เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งฝากให้สื่อมวลชนช่วยกันสื่อสารทำความเข้าใจต่อสาธารณชนต่อไป.
