"สร้างสังคมแห่งโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ" สผผ. - สสส. ร่วมลงนาม MOU ผนึกกำลังภารกิจคุ้มครองสิทธิ - สร้างเสริมสุขภาพ บูรณาการความร่วมมือแก้ไขความเดือดร้อน เชื่อมภาครัฐ - ภาคีเครือข่าย ลดอุปสรรคการเข้าถึงสิทธิและบริการของประชาชนกลุ่มเปราะบาง เสริมสร้างความเป็นธรรม ยกระดับคุณภาพชีวิต สู่สุขภาวะที่ดีอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 ก.ค. 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขความเดือดร้อน เสริมสร้างความเป็นธรรม และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของประชาชน และการเสวนา "สร้างสังคมแห่งโอกาส : ลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน" เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสการเข้าถึงสุขภาวะ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นธรรม โดยมี นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นประธานเปิดงาน
นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ความเดือดร้อนของประชาชนในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติ ทั้งการเข้าถึงบริการสาธารณะ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต จึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนากลไกการทำงานในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ การศึกษาวิจัย การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่สังคม ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงระบบและป้องกันปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

“การลงนามครั้งนี้ยังสะท้อนการต่อยอดประสบการณ์การทำงานเชิงพื้นที่ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งได้ติดตามและผลักดันการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในหลายจังหวัดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเร่งรัดการขยายเขตไฟฟ้าให้ชุมชนบ้านม้งใหม่พัฒนา ซึ่งคณะผู้ตรวจการแผ่นดินเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจลงพื้นที่ติดตามการเร่งรัดขยายเขตไฟฟ้า ชาวบ้านม้งใหม่พัฒนา หมู่ที่ 5 ตำบลท้องฟ้า อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก เมื่อวานนี้ ที่ไร้ไฟฟ้ามานานกว่า 19 ปี หลังชาวบ้านพร้อมใจกันไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่จังหวัดตาก รวมถึงการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงน้ำประปา การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ และการผลักดันแนวทางจัดการปัญหาฝุ่นควันและมลพิษ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสาธารณะในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน” นายทรงศัก กล่าว
นายทรงศัก กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในปัจจุบัน ไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดเพียงลำพัง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีบทบาทในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและผลักดันให้หน่วยงานของรัฐแก้ไขปัญหา ขณะที่ สสส. มีความเชี่ยวชาญด้านการสร้างเสริมสุขภาวะและมีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง การผสานศักยภาพของทั้งสององค์กรจะช่วยให้การช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้ประสบความเดือดร้อนและกลุ่มเปราะบาง เป็นไปอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทั้งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ สสส. หวังว่าบันทึกข้อตกลงฉบับนี้จะไม่เป็นเพียงเอกสาร แต่จะต่อยอดไปสู่การดำเนินงาน ที่ประชาชนสามารถรับรู้และสัมผัสผลลัพธ์ได้จริง
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาวะไม่ได้หมายถึงเพียงความแตกต่างด้านรายได้หรือการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล แต่เกิดจากปัจจัยกำหนดสุขภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้ประชาชนบางกลุ่มมีโอกาสมีสุขภาพดีน้อยกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และบริการพื้นฐาน ปัจจุบันประเทศไทยมีคนจนประมาณ 3.43 ล้านคน หรือ 4.89% ของประชากร และยังมี คนไทยไร้สิทธิ 483,626 คน ที่ไม่เข้าถึงหลักประกันสุขภาพ สะท้อนว่าความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาวะยังเป็นความท้าทายสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อสร้างระบบที่เอื้อต่อการเข้าถึงโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกกลุ่ม
"การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาวะต้องทำมากกว่าการเพิ่มบริการ แต่ต้องลดอุปสรรคที่ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงบริการ เพิ่มศักยภาพของชุมชนในการดูแลกลุ่มเปราะบาง และสร้างระบบข้อมูลที่ช่วยได้อย่างแม่นยำ ที่ผ่านมา สสส. ขับเคลื่อนการทำงานลดความเหลื่อมล้ำ ร่วมกับภาคีเครือข่าย พัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม การสื่อสาร และการเชื่อมเครือข่าย สสส. พร้อมมุ่งสร้างสังคมแห่งโอกาสที่ทำให้ประชาชนทุกคนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี และเข้าถึงสุขภาวะที่ดีได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน" นพ.พงศ์เทพ กล่าว


นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า ยังมีกลุ่มเปราะบางที่ใช้ชีวิตอย่างลำบากอีกกลุ่มหนึ่งสังคม เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุทางถนน กลายเป็นผู้พิการจากการดื่มแล้วขับ ซึ่ง สสส. เองร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ สนับสนุนพัฒนาศักยภาพเสริมพลังใจเพื่อให้เกิดการรวมตัวกันของเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ ลุกขึ้นมาทำงานรณรงค์สร้างความตระหนักในสังคม ร่วมกันมามากกว่า 20 ปี มีเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ 115 เครือข่าย ใน 77 จังหวัด ในประเทศไทยมีคนใช้รถจักรยานยนต์เกิน 20 ล้านคัน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางบนท้องถนน หากมีการดูแลป้องกันในกลุ่มเหล่านี้ รวมถึงคนเดินเท้า จะช่วยให้ไม่มีเหยื่อรายใหม่หรือกลุ่มที่สังคมต้องเข้ามาดูแลเพิ่มได้อีก
.jpg)


