สสส.-มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยโรงเรียนปลอดบุหรี่ช่วยเซฟเด็กไทย ลดโอกาสการสูบ 45% เร่งสร้างกลไกโรงเรียนต้นแบบป้องกันบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าเชิงรุก 5 จังหวัดนำร่อง หนุน 7 มาตรการ พร้อมชง สธ. ดัน “โรงเรียนปลอดบุหรี่” เป็นวาระเร่งด่วนทั่วประเทศ

วันนี้, 17:20น.


สสส.-มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยโรงเรียนปลอดบุหรี่ ช่วยเซฟเด็กไทย ลดโอกาสการสูบได้จริง 45% เร่งเดินหน้าสร้างกลไกโรงเรียนต้นแบบป้องกันบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าเชิงรุก 5 จังหวัดนำร่อง หนุน 7 มาตรการโรงเรียนปลอดบุหรี่ สกัดนักสูบหน้าใหม่ พร้อมชง สธ. ผลักดัน “โรงเรียนปลอดบุหรี่” เป็นวาระเร่งด่วน ขยายผลทั่วประเทศ

  
      เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ก.ค. 2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จัดเวทีเชิดชูเกียรติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “การขับเคลื่อนงานจุดจัดการเพื่อโรงเรียนและเด็กไทยปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” เพื่อหนุนเสริมศักยภาพครูผู้บริหาร ยกระดับสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่โรงเรียน และครูผู้ขับเคลื่อนงานดีเด่นจากทั่วประเทศ 



      ดร.นิยม ไผ่โสภา ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชน นับเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาวะและพัฒนาการของนักเรียน นักศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งให้ความสำคัญในการยกระดับมาตรการควบคุม และป้องกันภัยจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าภายในสถานศึกษา โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้ การจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และบูรณาการความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อร่วมเฝ้าระวังไม่ให้บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทำลายอนาคตของเด็กไทย อีกทั้งยังเดินหน้าผลักดันนโยบาย “โรงเรียนปลอดภัย อบอุ่นในพื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปพร้อมกับการส่งเสริมสุขภาวะ การคุ้มครองนักเรียนกลุ่มเปราะบาง และการสร้างพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กได้เต็มศักยภาพ  



      นายพิทยา จินาวัฒน์ กรรมการบริหารแผน คณะที่1 สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ ดำเนินโครงการรวมพลังเพื่อเด็กไทยปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ใน 5 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ขอนแก่น อุบลราชธานี มหาสารคาม เชียงราย และนราธิวาส สามารถสร้างกลไกการทำงานเชิงรุกในระดับพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา เครือข่ายเยาวชน และสื่อมวลชนท้องถิ่น ดำเนินการ 1.สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 2.เสริมสร้างทักษะการปฏิเสธและภูมิคุ้มกันทางสังคมในเด็กและเยาวชน 3.พัฒนาโรงเรียนและชุมชนให้เป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน พร้อมนำมาตรการเพื่อเยาวชนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 7 มาตรการมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน เพื่อผลักดันให้เกิดโรงเรียนต้นแบบป้องกันนักสูบหน้าใหม่ที่สามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ 

 
      รศ.ดร.จักรพันธ์ เพ็ชรภูมิ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า จากการศึกษาระยะยาวในนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 967 คน จาก 4 ภาค(โรงเรียนปลอดบุหรี่ 628 คน และโรงเรียนทั่วไป 339 คน) พบข้อมูลสำคัญ 1. นักเรียนในโรงเรียนปลอดบุหรี่มีอัตราการรับรู้อันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 69.9% ขณะที่โรงเรียนทั่วไปอยู่ที่ 64.3% 2. นักเรียนในโรงเรียนปลอดบุหรี่ ลดความอยากลองสูบ โดยมีนักเรียนตั้งใจจะใช้บุหรี่ไฟฟ้าในอนาคตเพียง 5.6% ต่ำกว่าโรงเรียนทั่วไปซึ่งอยู่ที่ 9.1% 3. นักเรียนในโรงเรียนปลอดบุหรี่มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้า 2.5% ส่วนโรงเรียนทั่วไปที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า 2.9% และหลังดำเนินมาตรการโรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าครบ 1 ปี ช่วยลดโอกาสการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนสูงถึง 45% ถือเป็นการลงทุนเชิงนโยบายที่คุ้มค่าและเห็นผลลัพธ์ทางพฤติกรรมอย่างชัดเจน 

 
      “นักวิจัยและภาคีเครือข่าย มีข้อเสนอแนะเร่งด่วนต่อกระทรวงศึกษาธิการ ให้เร่งยกระดับมาตรการโรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการจริง (Operating System) ของสถานศึกษาทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการดำเนินงาน 5 ด้าน 1.สื่อสารความเสี่ยงอย่างเท่าทันสถานการณ์ 2.เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง 3.ขับเคลื่อนผ่านกลุ่มนักเรียนแกนนำ 4.พัฒนาศักยภาพครู 5.สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับผู้ปกครองและชุมชนรอบโรงเรียน เพื่อปกป้องอนาคตของชาติจากภัยเงียบของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน” รศ.ดร.จักรพันธ์ กล่าว   

 
      ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  กล่าวว่า การสร้างกลไกป้องกันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรเริ่มต้นตั้งแต่ระดับโรงเรียน เนื่องจากในปัจจุบันเด็กและเยาวชนเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการสูบจากเพื่อน สมาชิกในครอบครัว ควันบุหรี่มือสองในที่สาธารณะ และการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ง่ายและรวดเร็ว ดังนั้น การมีมาตรการเฝ้าระวังด้วยกลไกที่เข้มแข็งในโรงเรียนจึงเป็นปราการด่านสำคัญที่สุดในการสกัดกั้นนักสูบหน้าใหม่ 

  
      รศ.ดร.ศรัณญา เบญจกุล อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2568 พบวัยรุ่นหญิงไทยอายุ 13-15 ปี กำลังตกเป็นเหยื่อบุหรี่ไฟฟ้าแบบก้าวกระโดด โดยมีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 15% สูงกว่าการสูบบุหรี่มวนถึง 10 เท่า (อัตราการสูบบุหรี่มวน 1.3%) ซึ่งกลยุทธ์ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าพุ่งเป้าไปที่เด็กและผู้หญิง มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดใจ มีลักษณะคล้ายของเล่นหรือของสะสม (Toy Pod) และใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์ในการเข้าถึงเด็ก ส่งผลให้เยาวชน 6 ใน 10 คน เห็นโฆษณาส่งเสริมการขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเป็นประจำ สถานการณ์นี้ จำเป็นที่กระทรวงศึกษาธิการ ต้องยกระดับมาตรการ “โรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” ให้เป็นระบบปฏิบัติการที่เข้มงวดในสถานศึกษา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและสกัดกั้นเยาวชนโดยเฉพาะกลุ่มเด็กผู้หญิงและนักสูบหน้าใหม่จากการเสพติด



   
      นางสุวิมล จันทร์เปรมปรุง ประธานเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ กล่าวว่า ได้ดำเนินโคงการ โรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่ปี 2548-2568 ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วม 4,485แห่ง จาก 31 จังหวัด ได้สร้างความตระหนักรู้สอดแทรกผ่านการเรียนการสอนมากกว่า 26,910 ห้องเรียน  ผลการดำเนินงานของจุดจัดการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ ปี 2568 จาก 22 จังหวัด ได้รับรางวัล 5 ประเภท ได้แก่  1.โรงเรียนต้นแบบปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 307 แห่ง 2.ศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า  144 แห่ง 3.ศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าต้นแบบ 45  แห่ง 4.ศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าต้นแบบยั่งยืนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของการยกระดับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง 37 แห่ง 5.จุดจัดการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ 12 จังหวัด ทั้งนี้ งานเวทีเชิดชูเกียรติถือเป็นกำลังใจให้แก่คนทำงาน ส่งต่อแรงบันดาลใจและถอดบทเรียนความสำเร็จ เพื่อให้สถานศึกษาทั่วประเทศนำไปปรับใช้ในการสร้างเครือข่ายร่วมกับผู้ปกครองและชุมชน ร่วมกันปกป้องเด็กไทยให้ห่างไกลจากภัยบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนต่อไป. 









X