ฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาเชิงระบบจากหลายปัจจัย ภาครัฐบูรณาการทุกภาคส่วน เดินหน้าลดการเผา-แก้หมอกควันข้ามแดน

วันนี้, 17:26น.


ฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาเชิงระบบจากหลายปัจจัย ภาครัฐบูรณาการทุกภาคส่วน เดินหน้าลดการเผา-แก้หมอกควันข้ามแดน   

      ปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดในภาคเหนือที่เผชิญสถานการณ์รุนแรงต่อเนื่อง ที่ต้องระดมความร่วมมือจากหลายภาคส่วนหาทางลดและป้องกันอย่างเร่งด่วน  ข้อมูลจากนักวิชาการและหลายหน่วยงานสะท้อนตรงกันว่า ฝุ่นไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่มีหลายแหล่งกำเนิดเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการเผาในที่โล่ง ในพื้นที่ป่า และพื้นที่ทำเกษตร การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร รวมถึงฝุ่นทุติยภูมิที่เกิดจากการจราจรและโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนหมอกควันข้ามแดน   

      สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมหลายจังหวัดในภาคเหนือของไทยเช่นเดียวกัน เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งการเผาป่าและการเผาในที่โล่งที่เกิดขึ้นจำนวนมากและต่อเนื่อง ลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือที่เป็นแอ่งกระทะ รวมถึงปรากฏการณ์ฝาชีครอบ ที่ทำให้ฝุ่นสะสมตัวอยู่ในพื้นที่และระบายออกได้ยาก นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอุณหภูมิที่สูงขึ้น ยังเป็นอีกปัจจัยที่เร่งให้สถานการณ์ฝุ่นทวีความรุนแรงมากขึ้น   

      จากเฟซบุ๊ก GISTDA https://www.facebook.com/share/p/1AhFH3117R/ รายงานจุดความร้อนด้วยข้อมูลจากดาวเทียม ดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569  พบจุดความร้อนในไทยรวม 4,656 จุด มาจาก (พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 2,697 จุด พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 1,206 จุด พื้นที่เกษตร 325 จุด พื้นที่เขต สปก. 232 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 183 จุด  พื้นที่ริมทางหลวง 13 จุด  ขณะที่จุดความร้อนของประเทศเพื่อนบ้าน  ลาว 5,942 จุด เมียนมาร์ 1,914 จุด เวียดนาม 745 จุด  กัมพูชา 207 จุด มาเลเซีย 66 จุด    

      จากตัวเลขไฟป่าที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ รัฐบาลได้ยกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างเป็นรูปธรรม ประกาศปิดป่าพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ระดมกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ กระทรวงมหาดไทย พร้อมบูรณาการเทคโนโลยีดาวเทียมติดตามจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ เพื่อสกัดไฟป่าและฝุ่น PM 2.5     

      ด้านฝุ่นที่มาจากการเผาเศษวัสดุในพื้นที่เกษตรที่มักเกิดขึ้นในช่วงหลังการเก็บเกี่ยวและการเตรียมแปลงเพาะปลูกรอบใหม่ ระหว่างเดือนตุลาคมถึงมีนาคม อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเมื่อปี 2560 ระบุว่า สาเหตุการเกิด PM2.5 ในภาคเหนือมีสัดส่วนจากการเผานอกภาคเกษตรและหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าการเผาในพื้นที่เกษตร   

      ข้อมูลจากเพจสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ได้รายงานการติดตามจุดความร้อนในเขต ส.ป.ก.ระหว่างวันที่ 11–17 เมษายน 2569 ( https://www.facebook.com/share/p/1EHEKGjFi)  พบจุดความร้อน รวม 996 จุด แบ่งเป็นพื้นที่นาข้าว 227 จุด อ้อย 111 จุด พืชไร่ ได้แก่ ข้าวโพดและมันสำปะหลัง 72 จุด พื้นที่ป่า 228 จุด เกษตรอื่น ๆ 289 จุด และพื้นที่นอกเกษตร 69 จุด    

      กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จึงเดินหน้าใช้มาตรการป้องกันและลดการเผาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าลดการเผาในพื้นที่เกษตรไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ในพืชหลัก ได้แก่ ข้าว อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผ่านมาตรการส่งเสริมทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุ ควบคู่กับการติดตามและตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้จุดความร้อนในพื้นที่การเกษตรในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 31 มกราคม 2569 ลดลง 3,074 จุด หรือร้อยละ 30.25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการลดการเผาเริ่มเห็นผลในทางปฏิบัติ   

      นอกจากแหล่งกำเนิดภายในประเทศแล้ว หมอกควันข้ามพรมแดนยังเป็นอีกโจทย์สำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยรัฐบาลไทยได้ร่วมดำเนินการกับ สปป.ลาว และเมียนมา ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy ระหว่างพ.ศ. 2567–2573 เพื่อร่วมกันถ่ายทอดความรู้ แบ่งปันข้อมูล เพื่อลดจุดความร้อนร่วมกัน    

      ขณะเดียวกัน ประเทศเมียนมาร์ยังมีการขับเคลื่อนมาตรการรับรองข้าวโพดปลอดการเผาผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยกระทรวงพาณิชย์ของเมียนมาได้ตั้งคณะทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงสมาคมพืชไร่และสมาคมข้าวโพดเมียนมา เพื่อรองรับมาตรการนำเข้าข้าวโพดปลอดการเผาของไทย    

      ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องแก้ไขอย่างรอบด้าน ทั้งการจัดการแหล่งกำเนิดในประเทศ การควบคุมไฟป่า การลดการเผาในพื้นที่เกษตร การรับมือกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเกษตรกร ตลอดจนความร่วมมือข้ามพรมแดน ความร่วมมิอในทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืนในระยะยาว.



 



 

X