สสส. หนุน 7 จังหวัดภาคตะวันออก เร่งรณรงค์สร้างความปลอดภัยบนถนนให้เด็กเล็ก

วันนี้, 13:04น.


   สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการการขับเคลื่อนงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน ภาคตะวันออก รุ่นที่ 1  ระหว่างวันที่ 24-25 มกราคม 2569 โดยเลือกจังหวัดระยอง เป็นจุดกลางการประชุม เนื่องเพราะโซนภาคตะวันออกยังมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิตบนถนนค่อนข้างสูงกว่าหลายภาคของประเทศไทย ทำให้ต้องเน้นสร้างความปลอดภัยทางถนนตั้งแต่เด็กเล็กขยายผลถึงครอบครัว ชุมชน พื้นที่ตำบล ใช้กระบวนการจัดการแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ Professional Learning Community โดย มหาวิทยาลัยบูรพา



   รศ.ดร.ดนุลดา จามจุรี หัวหน้า สอจร.ภาคตะวันออก  กล่าวรายงาน จัดขึ้นภายใต้การพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ยกระดับการขับเคลื่อน ศพด.ต้นแบบ ในพท. ภาคตะวันนออก อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ ประการที่ 1 “ปฐมวัยคือช่วงเวลาทองของการสร้างพฤติกรรม” เด็กเรียนรู้ผ่านกิจวัตรและการเลียนแบบ หากเราทำให้ความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตั้งแต่การขึ้น-ลงรถ การสวหมวกนิรภัย และวินัยพื้นฐาน  จนกลายเป็น “นิสัย” ที่ติดตัวไปในระยะยาว สอดคล้องกับแนวคิดการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน เน้นค่านิยม ทัศนคติ พฤติกรรม และแนวปฏิบัติของบุคคลและสังคมให้ตระหนัก เคารพกฎ ไปจนถึงการลดพฤติกรรมเสี่ยง



   ประการที่ 2 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นจุดเชื่อมครอบครัว –ชุมชน- ท้องถิ่น” เด็กเล็กยังพึ่งพาผู้ปกครองในการเดินทางเป็นหลัก จึงเป็นการขยายผลสู่ผู้ปกครองและชุมชนผ่านข้อตกลงครอบครัว การรณรงค์เชิงพื้นที่ เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงและการสวมหมวกนิรภัยเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน  และประการที่ 3 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบทำให้การขยายผลเกิดได้จริงและวัดผลได้” โครงการนี้ไม่ได้หยุดที่กิจกรรมการอบรม แต่เน้นการสร้างระบบหนุนเสริมต่อเนื่องผ่าน PLC และ Online Coaching พัฒนาคู่มือ แผนการเรียนรู้และสื่อ รวมถึงการติดตามสนับสนุนการดำเนินงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เข้าร่วม “ทำได้จริง-ทำต่อเนื่อง-ทำแล้วเห็นผล” โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาในจังหวัดอื่นพบว่า อัตราการสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้นในครูและนักเรียน 90-100% ผู้ปกครองเพิ่มขึ้น 70% เป็นเหตุผลเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนว่า การลงทุนในกลไกศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบเป็นแนวทางที่คุ้มค่า ต่อยอดได้



   นางก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม ระบุว่า ปี 2568 จำนวนเด็กเกิดลดลงเหลือ 416,574 คน เทียบกับ ปี 2558 ที่มีการเกิด 7.3 แสนคน ขณะที่ยอดการเสียชีวิตของคนไทยปี 2568 อยู่ที่ 559,684 คน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เราต้องรักษาชีวิตคนอยู่โดยเฉพาะเด็กเล็กจนถึงวัยรุ่นที่มีอยู่ให้มีชีวิตที่ปลอดภัย ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน แยกเป็นหญิงชาย ชายไทยตายจากอุบัติเหตุมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ขณะที่ผู้หญิงตายด้วยอุบัติเหตุเป็นอันดับ 3 ด้านข้อมูลการรักษาพยาบาลจากกรมควบคุมโรค กองป้องกันการบาดเจ็บ กระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องรักษาในห้อง ER ทั้งป่วนในผู้ป่วยนอก สูงถึง 8 พันกว่าล้านบาท แม้ตัวเลขการเสียชีวิตลดลง แต่จำนวนการบาดเจ็บกลับเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกันมอเตอร์ไซด์ที่เพิ่มขึ้น จนมีจดทะเบียนมากกว่า 23,316,294 คัน ไม่นับที่เป็นมอเตอร์ไซด์เก่า ไม่มีการต่อทะเบียน ปัจจุบันการสั่งของหรืออาหารผ่านแอพลิเคชั่นออนไลน์ ผ่านเข้าออกในชุมชนต่างๆ มากขึ้น ต้องทำเวลา มีการใช้ความเร็ว พบมีจำนวนอุบัติเหตุเกิดขึ้นอย่างมีนัยยะ



   ด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลัก 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมภาพ ร่วมกันทำ MOU ดำเนินการร่วมกัน ตั้งเป้าหมายจะต้องเพิ่มปฏิบัติการสร้างความปลอดภัยทางถนนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพิ่มเป็น 5,000 แห่ง สสส.จึงทำต้นแบบศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2554 เป็นการทำงานเชิงวิชาการ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นต้นแบบ ขยายมาถึง 400 แห่งทั่วประเทศในปัจจุบัน มีการสร้างหลักสูตรพัฒนาดูแลที่รวมกับการพัฒนาทักษะการบริหารสมองช่วงปฐมวัย Executive Function หรือ EF ด้านความปลอดภัยทางถนนสำหรับเด็กเล็กขึ้นมาโดยเฉพาะ

    คุณพรทิพพา สุริยะ ผู้จัดการโครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน กล่าวว่า อุบัติเหตุทางถนนเป็นสถานการณ์ดึงชีวิตคนไม่ให้กลับบ้านสูงมาก ประเทศไทยตายบนถนนเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย มีคนไม่ได้กลับบ้านวันละ 60 คน เด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 9 ขวบ ยังมีสูงไม่เท่าเด็กอายุตั้งแต่ 9 ปี ขึ้นไป ไม่มีภูมิคุ้มกันใดๆ ไม่เคยมีวัคซีนจราจรให้กับเด็กเล็ก จึงต้องชวนภาคีเครือข่ายท้องถิ่น มาเรียนรู้และหาทางทำแผนดำเนินงานร่วมกัน เราปล่อยให้อัตราการเสียชีวิตของเยาวชน คนวัยทำงานตายแบบนี้ไม่ได้ เพราะทุกคนรับรู้อยู่แล้วว่า เด็กไทยเกิดน้อยลงมาก หมายถึงอนาคตมีโอกาสขาดแคลนทรัพยากรบุคคลของชาติ

   โครงการนี้ เป็นการส่งเสียงจากเด็กเล็กไปยังผู้ปกครอง เด็กเชื่อฟังคุณครูมากกว่า พ่อแม่ผู้ปกครอง ขณะที่คุณตาคุณยายที่มาส่งเด็ก จะฟังเสียงเด็ก ตัวชี้วัดความสำเร็จมี 3 สิ่ง คือ การเก็บข้อมูลเรื่องจุดเสี่ยง บนเส้นทางการเดินทางภายในชุมชน เด็กจะเห็นกายภาพ แล้วคืนข้อมูลกลับไปยังผู้บริหารแล้วทำการแก้ไขทันที เรื่องที่ 2 คือ จัดการกับพฤติกรรมเสี่ยง เช่นจัดระเบียบทางกายภาพ ทำให้เด็กเข้าศูนย์เห็นสิ่งแวดล้อมปลอดภัย มีฟุตปาธ ขาวแดง ขาวเหลือง กว่า 400 แห่ง ทำจนเป็นอัตลักษณ์ ที่สำคัญมีการยกระดับให้ครูสามารถทำวิทยฐานะได้  เรื่องที่ 3 คือ สร้างการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน หน่วยงานต้องมองเห็นความสำคัญของการปลูกฝังส่งเสริมให้มีการสวมหมวกนิรภัย เพื่อลดการบาดเจ็บทางศีรษะ สร้างวินัยจราจร ให้เด็กติดการสวมหมวกนิรภัย



     ผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ มาจาก จังหวัดระยองและจันทบุรี มีโครงการกำหนด “1 อำเภอ 1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” โดยมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเข้าร่วมจำนวน 18 แห่ง มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจาก จังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก และปราจีนบุรี “1 จังหวัด 1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” จำนวน 23 ศูนย์ รวมผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 115 คน






















 

X