“ThaiHealth Watch 2026” สสส. เปิด 4 ทิศทางสุขภาวะเด็กไทยที่ต้องจับตาในปี 2569 “วิกฤติพัฒนาการ-เด็กอ้วน-พนันออนไลน์-ความปลอดภัยทางถนน” มุ่งยกระดับสุขภาวะเด็กไทย ผ่านการปลูกฝังตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต รับมือวิกฤตเด็กเกิดน้อย ป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เมื่อเวลา 13.00 น. วันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. กรุงเทพฯ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเปิดงาน ThaiHealth Watch 2026 จับตาทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2569 “ปลูกอนาคตเด็กไทยด้วยสุขภาพกายใจที่แข็งแรง” ว่า สสส. มุ่งสร้างความตระหนักรู้เพื่อให้คนไทยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพ โดย ร่วมกับภาคีเครือข่ายวิชาการทุกภาคส่วนรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ทางสุขภาวะจำนวนมากตลอดช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและแนวโน้มทิศทางสุขภาวะของประเทศ จนกรั่นกรองออกมาเป็นประเด็นทิศทางสุขภาพที่คนไทยต้องจับตา เพื่อสื่อสารให้คนไทยได้รู้ล่วงหน้า และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ที่กำลังมาถึง

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า ในครั้งนี้ สสส. อยากชวนทุกภาคส่วนหันกลับมามองสุขภาวะเด็กและเยาวชน เพราะสุขภาวะของเด็กเยาวชนก็สะท้อนสุขภาวะของประเทศเช่นกันใน 4 ประเด็น คือ
1.พลิกวิกฤตประชากรไทย ด้วยการลงทุนในพัฒนาการตั้งแต่วัยแรกเริ่ม เมื่อพัฒนาการของเด็กเล็กหรือเด็กปฐมวัย อายุ 0-6 ปี ถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของชีวิต ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดน้อยลงทุกปี จึงต้องใส่ใจจึงต้องใส่ใจสร้างรากฐานการพัฒนาเด็ก สสส. สานพลังภาคีผลักดันให้เกิดมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพผู้อำนวยการเล่น ตลอดจนขับเคลื่อนให้มีลานเล่นอิสระในชุมชนเพิ่มขึ้น จากรายงานผลการดำเนินงานส่งเสริมการเล่นอิสระปี 2565-2566 พบว่า เด็กปฐมวัยและวัยประถมศึกษามีความสุขเพิ่มขึ้น มีพัฒนาการตามวัย มีทักษะชีวิต และลดเวลาการใช้หน้าจอมากถึง 21,000 คน
2.อ้วนในเด็กไม่ใช่แค่เรื่องบนจาน แต่คือความเคยชินที่ฝังลึกในบ้านและโรงเรียน รายงานแผนที่โรคอ้วนโลก (World Obesity Atlas 2024) ระบุว่า เด็กไทยเกือบ 1 ใน 3 คน มีภาวะอ้วน และเสี่ยงต้องเผชิญกับโรคไม่ติดต่อ (NCDs) กระทบการเรียนรู้ และพัฒนาการทางสังคม สสส. สร้างระบบสุขภาพ แก้ปัญหาเด็กอ้วนผ่านการสร้างต้นแบบโรงเรียนรู้เท่าทันสื่อสุขภาพในหัวข้อ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน (ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักและผลไม้)” เพื่อสร้างค่านิยมเปลี่ยนพฤติกรรมโภชนาการผ่านกระบวนการออกแบบสื่อสร้างสรรค์การลดอ้วนในเด็ก ผลลัพธ์การดำเนินงานพบว่า นักเรียนสามารถเลือกบริโภคอาหารได้อย่างเหมาะสม สนใจเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น และน้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างเป็นระบบ
“3.คลิกแรกสู่หนี้ก้อนโต สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชนเท่าทันออนไลน์ ก่อนถึงคลิกที่แพงที่สุด การติดตามความเคลื่อนไหวบนสื่อสังคมออนไลน์ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา (1 ก.ค. 2567-30 มิ.ย. 2568) พบว่า บาคาร่า สล็อต และเว็บพนัน ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก โดยมีการเข้าถึงรวมมากกว่า 5 ล้านคนตลอดทั้งปี สสส. สานพลังภาคีขับเคลื่อนร่างกฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์ มุ่งสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีระบบนิเวศสื่อเพื่อสุขภาวะผ่าน ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การกระทำความผิดต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์) ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ โดยร่างกฎหมายอยู่ระหว่างส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแก้ไข ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป 4.เมื่อสถิติไม่เคยโกหก ความเสี่ยงที่ผู้ใหญ่กำลังส่งต่อลูกหลานบนท้องถนน ปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ 14,144 ราย โดยเป็นเด็กไทยเฉลี่ยกว่า 1,300 คนต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มอายุต่ำกว่า 2 ปีที่อุ้มซ้อนท้าย ขณะที่ผลการสำรวจของเด็ก มีการสวมหมวกกันน็อกอยู่ที่ประมาณ 8-16% เท่านั้น สสส. สานพลังภาคีเครือข่ายโดยองค์การปกครองท้องถิ่น กองการศึกษา ศูนย์เด็กเล็ก รพ.สต. และอื่นๆ จัดทำเป้าหมายการขยายผลแลขับเคลื่อนธนาคารหมวกกันน็อกด้วยกองทุนสุขภาพตำบล (สปสช.) โดยหวังผลให้เกิดเป็นธนาคารหมวกกันน็อกในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบร้อยละ 80 จากพื้นที่ดำเนินงานเดิม หรือคิดเป็นจำนวน 2,430 แห่งทั่วประเทศ เพื่อลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเด็กเยาวชนให้ได้มากที่สุด” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า จากบริบทสังคมไทยในปัจจุบัน เด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน เช่น ความเปราะบางของครอบครัว ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความรุนแรงในสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม และการขาดพื้นที่เรียนรู้ สสส. มุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และทุกระดับ ส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ในระดับอำเภอและจังหวัด สู่นโยบายภาพใหญ่ระดับประเทศ เพื่อให้ทุกครอบครัวมีศักยภาพในการเลี้ยงดูเด็กทุกกลุ่มวัยให้มีสุขภาวะ เด็กทุกคนมีโอกาสเติบโตเต็มศักยภาพของตนเอง โดยขับเคลื่อนผ่านการสนับสนุนโครงการในระดับตำบลและจังหวัด สนับสนุนกิจกรรมครอบครัวและกิจกรรมเยาวชนตลอดทั้งปี อาทิ มหกรรมครอบครัวยิ้ม เทศกาลเล่นอิสระ เทศกาลปลูกสุข แคมเปญปิดเทอมสร้างสรรค์ ตลอดจนลานเล่นและพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์ใกล้บ้านในชุมชน ส่งเสริมทักษะพ่อแม่ การเลี้ยงดูเด็กเชิงบวก ที่สำคัญคือ การสร้างเครือข่ายคนทำงานในระดับพื้นที่ด้วยแนวคิดชุมชนนำใน 24 จังหวัด ซึ่งมีความพร้อมขยายผลสู่จังหวัดที่สนใจ ตลอดจนการพัฒนาเครื่องมือและความรู้พร้อมใช้ เพื่อให้ครอบครัวสามารถดูแลเด็กทั้งมิติสุขภาวะ และ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดทุกช่วงวัยได้อย่างมีคุณภาพ

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. มุ่งเน้นการดูแลคุณภาพชีวิตประชากรทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการศึกษาและการสร้างพัฒนาการที่ดีทุกมิติ โดยที่ผ่านมา กทม. ร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะในเด็กมาอย่างต่อเนื่อง เพราะอยากให้เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของเขาเอง และเป็นเจ้าของในพัฒนาการของตนเอง สำหรับ ThaiHealth Watch 2026 จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้เป็นฐานข้อมูลให้หลายๆ หน่วยงานได้นำไปพัฒนาเด็กให้มีพื้นฐานที่ดีในการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ในอนาคต เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างสมวัย ผ่านการสร้างรากฐานอย่างเป็นระบบ และสามารถนำไปปรับใช้ในบริบทของแต่ละพื้นที่ได้ในอนาคต
ทั้งนี้ ThaiHealth Watch 2026 เป็นเวทีที่ สสส. ใช้สร้างความตระหนักรู้เพื่อกระตุ้นสังคมให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลได้เว็บไซต์ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะที่ https://resourcecenter.thaihealth.or.th/healthtrend










