ความเคลื่อนไหวเมืองไทยวันนี้ 07.30 น.ประจำวันพุธที่ 15 มกราคม 2563

15 มกราคม 2563, 07:19น.


 ความเคลื่อนไหวเมืองไทยวันนี้ 07.30 น.ประจำวันพุธที่ 15 มกราคม 2563



'สภาน้ำอิง'นัดถกกว๊านพะเยา



          นายเฉลิม ทิศสุกใส ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่ อ.ภูกามยาว จ.พะเยา เปิดเผยว่า เนื่องจากโครงการชลประทาน (ชป.) พะเยา โดยนายปาโมกข์ ปิงเมือง ผอ.ชป.พะเยา ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรงดทำนาปรัง หลังปริมาณน้ำในกว๊านพะเยาและแม่น้ำอิง มีปริมาณน้ำน้อยกว่าทุกปีด้วยเกรงจะเกิดปัญหาภัยแล้งสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูกในฤดูแล้ง โดยเฉพาะกว๊านพะเยาซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ต้องใช้อุปโภคบริโภคและผลิตน้ำประปา ขณะนี้น้ำในกว๊านพะเยายังมีประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และล่าสุดทางโครงการชลประทานพะเยาได้เริ่มปิดประตูระบายน้ำกว๊านพะเยา ทำให้กระทบต่อพื้นที่นาปรังในเขต อ.ดอกคำใต้ อ.ภูกามยาว และ อ.เมืองพะเยาแล้ว



           ดังนั้นเพื่อร่วมกันหาทางออกกรณีปัญหาดังกล่าวอย่างมีส่วนร่วม ทางชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.ภูกามยาว จึงร่วมกับสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง กำหนดจัดเวทีสัมมนาวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ และการบริหารจัดการน้ำกว๊านพะเยาโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในวันที่ 17 มกราคมนี้ ณ หอประชุมโท้งสามัคคี บ้านสันต้นตุ้ม ต.แม่อิง อ.ภูกามยาว จ.พะเยา ซึ่งจะมีผู้อำนวยการ ชป.พะเยา ผจก.สำนักงานการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดพะเยา เกษตรจังหวัดพะเยา ประมงจังหวัดพะเยา ตัวแทนชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.ภูกามยาว สภาประชาชนลุ่มน้ำอิง เข้าร่วมเวทีครั้งนี้เพื่อหาทางออกที่ เหมาะสมร่วมกัน



          ด้านนายเตชะพัฒน์ มะโนวงศ์ เลขาธิการสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง เผยว่า จากการประมาณการพื้นที่ทำนาปรังของเกษตรกรในเขต อ.ดอกคำใต้ อ.เมืองพะเยา และ อ.ภูกามยาว ซึ่งทั้ง 3 อำเภอมีพื้นที่บางส่วนเท่านั้นที่มีการทำนาปรัง จากที่โครงการชลประทานพะเยาขอความร่วมมือลดพื้นที่การทำนาปรังลง เกษตรกรได้ลดพื้นที่ลงจากเดิมประมาณ 10,000 ไร่ ขณะนี้เหลือประมาณ 300 ไร่ แต่ก็ยังมีน้ำไม่เพียงพอเพราะมีการปิดประตูระบายน้ำกว๊านพะเยา เมื่อไม่มีพื้นที่นาปรัง 10,000 ไร่ ส่งผลต่อรายได้ประมาณปีละ 100 ล้านบาท ที่เกิดขึ้นก็หายตามไปด้วย และเกิดปัญหาใหม่ตามมา คือภาระหนี้สินที่เกษตรกรต้องแบกรับ ดังนั้นจึงต้องจัดเวทีหารือกันขึ้นมาในครั้งนี้เพื่อคลี่คลายผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะนี้และอนาคต



มท.สั่งด่วนทุกจว. เดินหน้า‘ขุดดินแลกน้ำ’



            พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้แนวทางแก้ปัญหาภัยแล้งระยะเร่งด่วน ด้วยการขุดดินแลกน้ำ โดยใช้วัสดุมูลดินที่ได้จากการขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติหรือแหล่งอื่น ที่เหมาะสม เพื่อเป็นการบริหารจัดการวัสดุมูลดินให้เกิดประโยชน์ และเป็นการขุดบ่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่นั้น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย จึงสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการหน่วยงานในพื้นที่พิจารณาดำเนินการขุดดินแลกน้ำ ตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และสอดคล้องสถานการณ์ ทั้งนี้ ให้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมทั้งให้ศึกษาแนวทางดำเนินการตามนโยบายขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ที่ตื้นเขิน ป้องกันแก้ปัญหาอุทกภัยหรือภัยแล้งของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และแนวทางบริหารจัดการวัสดุที่ได้จากการขุดลอก ของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบการดำเนินการดังกล่าวด้วย



          ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีปลูกพืชช่วงภัยแล้งว่า ในส่วนพืชที่ใช้น้ำน้อยยังปลูกได้ และหลายพื้นที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำ เช่น ในลุ่มน้ำภาคตะวันตก ลุ่มน้ำแม่กลอง หรือภาคใต้ พืชที่ไม่สามารถปลูกได้คือพืชที่ใช้น้ำมาก เช่น ข้าว ในส่วนนี้เราจะขอความร่วมมือ ส่วนเกษตรกรที่ไม่สามารถปลูกพืชใดๆได้เลย รัฐบาลมีมาตรการคือ ส่งเสริมให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และอายุสั้น การจ้างงาน โดยกรมชลประทานวางแผนจ้างงานเกษตรกรที่ไม่สามารถทำเกษตรได้ ซึ่งใช้งบประมาณ 3,100 ล้านบาท โดยบูรณาการกับหลายภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหา ตนคิดว่าตอนนี้เป็นวิกฤตของประเทศ จึงไม่ใช่ความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรฯ หรือหน่วยงานใด ภาคส่วนใดเท่านั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน อย่าคิดว่าเป็นปัญหาของคนใดคนหนึ่ง วันนี้ต้องช่วยกันคิดว่าจะผ่านปัญหาไปได้อย่างไร ทั้งนี้ ในที่ประชุม ครม.นายกฯกำชับให้ทุกคนดำเนินงานเต็มที่ เร่งใช้งบประมาณนำไปดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม



          ขณะที่น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์น้ำแล้งระหว่างวันที่ 7 - 13 มกราคม ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจังหวัดที่ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินภัยแล้ง ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562ว่า มี 18 จังหวัด 89 อำเภอ 507 ตำบล ได้แก่ จ. เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ สุโขทัย นครพนม มหาสารคาม บึงกาฬ หนองคาย บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ นครราชสีมา กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ และสุพรรณบุรี



          รองโฆษกรัฐบาลกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนเฉพาะหน้าแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ช่วงเร่งด่วน เดือนมกราคม- เมษายน เป็นช่วงแล้งมา และช่วงเดือนพฤษภาคม- กรกฎาคม ฝนจะตกน้อย ที่ผ่านมามีข้อสั่งการของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตั้งแต่วันที่29 พฤศจิกายน 2562 แบ่งความรับผิดชอบเป็น 3 กลุ่มภารกิจ ทั้งพยากรณ์ บริหารจัดการ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่อทำแผนหาแหล่งน้ำ ขุดบ่อบาดาล ควบคุมการใช้น้ำเพื่อการเกษตร เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สทนช.ขออนุมัติงบประมาณ 3 พันล้านบาท รวมกับงบกระทรวงที่ใช้ดูแลช่วงน้ำแล้ง รวมแล้ว 6 พันล้านบาท



          “นายกฯ เป็นห่วงปัญหาภัยแล้ง ซึ่งรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเพื่อเป็นการดูแลประชาชนในช่วงภัยแล้ง รัฐบาลมีแผนเฉพาะหน้าแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ช่วงภัยแล้งเร่งด่วนเดือนมกราคม-เมษายน เป็นช่วงที่แล้งมาก จากนั้นเข้าสู่ช่วงฤดูฝนเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ฉะนั้นรูปแบบการทำงานจะต้องตอบสนองการทำงาน 2 ช่วงเวลาดังกล่าว และยังให้ความสำคัญกับการควบคุมการใช้น้ำเพื่อการเกษตร โดยขอความร่วมมือเกษตรกรไม่ให้ปิดกั้นลำน้ำหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก เพื่อลดผลกระทบการขาดแคลนน้ำ พร้อมประสานกรมฝนหลวงทำฝนหลวงตามสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การรับมือภัยแล้งปี2563 แบ่งเป็นการดำเนินการบูรณาการหลายกระทรวงและในส่วนที่แต่ละกระทรวงรับผิดชอบ ซึ่งประกอบด้วย 3,378โครงการ มีการขุดเจาะบ่อบาดาล 1,053 แห่ง จัดหาแหล่งน้ำผิวดิน ซ่อมแซมระบบประปา ส่วนกระทรวงเกษตรฯเร่งฟื้นฟูแหล่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ 1.2 ล้านไร่ 421 โครงการ เพิ่มปริมาณน้ำได้ 942 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงการเตรียมพร้อมปฏิบัติการฝนหลวง 25 ลุ่มน้ำ



นายกฯ บอกอย่ากดดัน ตร.ทำคดีชิงทองลพบุรี



           การติดตามคนร้ายชิงทองที่จ.ลพบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) ระบุกรณีที่ตำรวจรายงานคาดอีก 1-2 วัน มีความคืบหน้าจับกุมคนร้ายก่อเหตุชิงทองในห้าง จ.ลพบุรีนั้น ว่าต้องไปถามทางตำรวจ ทางรัฐบาลเองเร่งรัดอยู่แล้ว แต่การเร่งการทำงานเกินไปเป็นการกดดันเจ้าหน้าที่ ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานดำเนินการด้วยความโปร่งใส ไม่อยากให้ไปจับกุมคนที่ไม่ได้กระทำความผิดมา



           นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการเยียวยาเหยื่อเหตุการณ์ปล้นร้านทองใน จ.ลพบุรี ว่าต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ในส่วนผู้เสียชีวิตจะมีการจ่ายเงินเยียวยาให้อย่างช้าภายในวันที่ 20 มกราคมนี้ จำนวน 110,000 บาท แบ่งเป็นค่าเสียชีวิต 50,000 บาท ค่าทำศพ 20,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดู 40,000 บาท ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บที่ยังรักษาพยาบาลอยู่ ยังไม่สามารถคิดวงเงินได้ ยังไม่ทราบว่าจะเสียเวลาในการทำงานเท่าไร และค่ารักษาพยาบาลเท่าไร ต้องนำค่ารักษาพยาบาลและเวลาที่แพทย์ให้พักฟื้นมาคำนวณด้วย ยืนยันผู้รับบาดเจ็บจะได้รับเงินเยียวยาแน่นอน



           ที่สภ.เมืองลพบุรี พล.ต.ต.ณัฐพล ศุกระศร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.ลพบุรี) แถลงข่าวขอบคุณหน่วยงานราชการที่ให้ความร่วมมืออย่างดี นายสุปกิต โพธิ์ปภาพัน ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้นำรายชื่อผู้ครอบครองรถยามาฮ่าฟีโน่ ขาวแดง และรายชื่อผู้ครอบครองอาวุธปืนขนาด 9 มม. รุ่นเดียวกับที่ใช้ในการก่อเหตุส่งให้กับตำรวจแล้ว โดยภายหลังมีรายงานข่าวว่า ตำรวจได้ตรวจสอบผู้ครอบครองปืน ให้แคบลงเหลือ 13 กระบอก ผู้ที่ครอบครองแบ่งเป็นทหาร 2 ราย พลเรือน 11 ราย ขณะเดียวกันตำรวจยังประสานค่ายโทรศัพท์มือถือเพื่อตรวจสอบสัญญาณการใช้โทรศัพท์มือถือของผู้ต้องสงสัย



            นอกจากนี้ ชุดสืบสวนนำโดยตำรวจระดับชั้นผู้ใหญ่ ลงพื้นที่สนามยิงปืน ขอข้อมูลกับสนามยิงปืนภายในจังหวัดลพบุรีเพื่อรวบรวมข้อมูล ทางสนามยิงปืนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งยังได้ประชุมวางแผนกับชุดปฏิบัติงานตลอด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ร่วมกันทำงานมีแนวทางเดียวกัน ระดมกำลังปิดล้อมตรวจค้น ทั้งชุมชน หมู่บ้าน ขณะนี้ได้นำข้อมูลต่างๆ มาเรียบเรียงเพื่อจะนำไปสู่การจับกุมคนร้าย ทาง ผบ.ตร.ได้นำทีมชุดที่มีฝีมือลงมาช่วยกันทำงาน เชื่ออีกไม่นานน่าจะจับกุมคนร้ายได้ พลเมืองดีจำนวนมากยังโทรศัพท์เข้ามาแจ้งเบาะแส เข้ามาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับรูปคดี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตีวงแคบเข้าถึงผู้ต้องหาได้ยิ่งขึ้น แต่ขอฝากเตือนพี่น้องประชาชนหรือทางเพจต่างๆ ที่จะนำข้อมูลมาเผยแพร่ควรพิจารณาให้ดี มิฉะนั้นจะมีความผิด ทางที่ดีเมื่อได้ข้อมูลอะไรมา ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจสอบก่อนเป็นอันดับแรก



           พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า คดีมีความคืบหน้าไปพอสมควร คัดแยกคัดกรองกลุ่มบุคคลที่คิดว่าไม่เกี่ยวออกไปแล้ว ยังมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มยังอยู่ในข่ายที่น่าจะมีศักยภาพในการลงมือเป็นคนร้าย ส่วนประเด็นที่สื่อถามกันมาว่ามีประเด็นเรื่องมีข่าวหลุดออกมาเรื่องจำนวนของอาวุธปืน และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนิติวิทยาศาสตร์ ต้องขอเรียนว่าไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ไปให้ข่าว ในส่วนของการทำงานนั้นมีความชัดเจนอยู่แล้วว่ามีช่องทางในการให้ข่าวอยู่ไม่กี่คน แล้วเรื่องของการให้ข่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งผู้ให้ข่าวที่ได้รับมอบหมายและผู้เกี่ยวข้อง อยากจะฝากว่าขอให้อดใจรอผ่านไป 5 วันแล้ว มีความคืบหน้าแต่บอกไม่ได้ว่าทำอะไรไปบ้าง



          ด้าน พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีเส้นทางในการสืบสวนถึงตัวคนร้ายแต่ยังไม่สามารถพูดได้ หวั่นจะเสียรูปคดี ที่มีข่าวกลุ่มคนร้ายในสังกัดต่างๆ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ตัดประเด็น ส่วนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่าใน 1-2 วันนี้คดีจะมีความชัดเจนขึ้นนั้น ท่านมีความเป็นห่วงเฉยๆ ท่านให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝากไปถึงพี่น้องประชาชนว่าท่านให้กำลังใจตำรวจและอยากให้จับได้โดยเร็ว ทุกวันนี้ชุดปฏิบัติงานของพวกเราก็อยากทำงานจับให้ได้เร็วที่สุด ตำรวจทำกันอย่างสุดความสามารถไม่ได้หยุดเลย ไม่นึกถึงความเหน็ดเหนื่อย ทุกคนอยากจับคนร้ายให้ได้โดยเร็วที่สุด บุคคลพวกนี้ ไม่อยากจะให้อยู่ร่วมกับสังคม ไม่อยากจะพูดอะไรมากเพราะตอนนี้คนร้ายดูเราอยู่



          เผยคนร้ายซื้อชุดใส่ที่สระบุรี



          รายงานจากการสืบสวนสอบสวนว่า ในวันที่คนร้ายก่อเหตุได้ไปเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ใช้ในการก่อเหตุจากร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่งใน อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เป็นเสื้อทำเลียนแบบของแบรนด์ยี่ห้ออื่น โดยตำรวจยังได้นำชุดเสื้อผ้าจากร้านดังกล่าวไปสวมใส่กับหุ่นโชว์เสื้อผ้าที่มีความใกล้เคียงกับคนร้าย เพื่อตรวจสอบหาข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในการจับคนร้าย โดยคนร้ายก่อเหตุเสร็จได้ใช้เส้นทางออกถนนบายพาส ต.โพตลาดแก้ว อ.เมือง จ.ลพบุรี ล่าสุดไปปรากฏที่ จ.สิงห์บุรี ระยะทางจากจุดเกิดเหตุไม่เกิน 150 กิโลเมตร หากเติมน้ำมันเต็มถังจะขับได้เพียงแค่ในระยะดังกล่าวเท่านั้น



          ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่รู้ตัวคนร้ายแล้วว่าเป็นเครือญาติของผู้มีอิทธิพลระดับท้องถิ่นที่มีฐานะดี ชอบยิงปืนและที่เดินขากะเผลกเพราะขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์แล้วเกิดอุบัติเหตุ สาเหตุของการก่อเหตุอาจจะมาจากเรื่องหนี้การพนัน เจ้าหน้าที่กำลังจับตาดูผู้ต้องสงสัยรายนี้ รวมทั้งแหล่งข่าวชุดคลี่คลายคดีนี้ ระบุรู้ตัวผู้ต้องสงสัยเป็นอดีตทหารยศจ่าสิบเอก อายุ 37 ปี นิยมการขับขี่บิ๊กไบค์และติดเกมออนไลน์ เคยประสบอุบัติเหตุรถบิ๊กไบค์ล้ม จนขาข้างหนึ่งเดินไม่ปกติ มีชื่อเป็นผู้ครอบครองปืนชนิดเดียวกับคนร้าย และบ้านอยู่ละแวกที่เกิดเหตุ



ศาลอุทธรณ์ตัดสินยืนคุก11จำเลยรุมโทรม ดญ.วัย14ที่เกาะแรดพร้อมชดใช้เหยื่อ 6 ล้านบาท



           ที่ศาลจังหวัดพังงา ผู้ต้องหาคดีร่วมกันรุมโทรมข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงวัย 14 ปี ที่บ้านเกาะแรด ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา เมื่อปี 2559 พร้อมญาติๆ และทนายความ เดินทางไปฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หลังศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาจากวันที่ 8 ตุลาคม 2562 เนื่องจากมีจำเลย 1 ราย เสียชีวิต ต่อมา ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้น คดีนี้มีจำเลย 11 คน คือนายวรชิต หรืออิฉา คงบุตร, นายชาติชาย หรือเล็ก ศรีรัตน์, นายบุญพจน์ หรืออาหลี นนทรี, นายเฉลิม หรือหว๋าบ๋ำ สามีน, นายสุชีพ หรือบังเดช สุเมน, นายธวัชชัย หรือยูนุส เถาว์กู, นายณัฐวุฒิ หรือกาหรีม บุตรน้อย, นายกีรติ หรืออาหมาด สุเมน, นายสายัณห์ หรือย้อย สุเมน, นายรังสันต์ หรือฮาสัน ชายเลี้ยง, และนายนาวิก หรือหลี จารึก ถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันรุมโทรมข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาวอายุไม่เกิน 15 ปี ที่มิใช่ภรรยาของตน และข้อหาบุกรุกเคหสถานในยามค่ำคืน รวมถึงข้อหาอื่นๆ โดยศาลชั้นต้นตัดสินเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2561 ให้จำคุกจำเลยที่ 1-7 ตลอดชีวิต นายกีรติ จำเลยที่ 8 จำคุก 45 ปี ส่วนนายสายัณห์ จำเลยที่ 9 และนายนาวิก จำเลยที่ 11 จำคุกคนละ 15 ปี และนายรังสันต์ จำเลยที่ 10 จำคุก 20 ปี 4 เดือน พร้อมให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่เด็กหญิงและมารดากว่า 6 ล้านบาท โดยจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์การพิจารณาคดีต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8



          นายสรรเพชร ทิพย์มณเทียร ทนายความจิตอาสา กล่าวว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะตัดสินยืนคำพิพากษาตามศาลชั้นต้น ทางจำเลยจะยื่นฎีกาแน่นอน หลังทราบว่าศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น ตนได้ทำการยื่นเรื่องต่อศาลอุทธรณ์เพื่อขอประกันตัวจำเลย 6 คน คือนายเฉลิม, นายสุชีพ, นายกีรติ, นายสายัณห์, นายรังสันต์ และนายนาวิก ส่วนนายธวัชชัย จำเลยที่ 6 อยู่ในเรือนจำเนื่องจากไม่ประสงค์ประกันตัว ส่วนนายวรชิต จำเลยที่ 1 นายชาติชาย จำเลยที่ 2 และนายบุญพจน์ จำเลยที่ 3 อยู่เรือนจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนจะได้ประกันตัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล



ธปท.สู้เต็มที่แล้วเมินใช้มาตรการQEกดบาทอ่อน



            นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงสถานการณ์ค่าเงินบาท โดยยืนยันสาเหตุของค่าบาทที่แข็งค่าขึ้นในปี 2562 ไม่ใช่การแข็งค่าเพื่อการเก็งกำไร แต่เป็นเพราะการเกินดุลของบัญชีเดินสะพัด และไทยมีการลงทุนในประเทศอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข โดย ธปท.ชะลอการแข็งค่าของ เงินบาทด้วยการเข้าซื้อดอลลาร์และขายเงินบาท ทำให้ในช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2558-2562 ไทยมีเงินกองทุนสำรองเพิ่มขึ้นเกือบ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ



          พร้อมยอมรับว่ายังมีความกังวลถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และธปท.ยังมีเครื่องมือเพียงพอที่จะแก้ปัญหา แต่มองว่าหากภาครัฐและเอกชนร่วมมือแก้ปัญหา เช่น การผลักดันการลงทุนในประเทศของภาครัฐ การลงทุนเพิ่มหรือการนำเข้าสินค้าคงทนของภาคเอกชน และการเก็บรายได้ไว้ในบัญชีเงินตราต่างประเทศ จะเป็นการแก้ปัญหาได้ดีกว่าการที่ ธปท.เข้าไปแทรกแซงทางการเงิน



          ส่วนที่มีข้อเสนอให้ใช้นโยบาย Quantitative Easing (QE) เช่นเดียวกับประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป นั้น ประเทศไทย ปัจจุบันสภาพคล่องในระบบอยู่ในระดับสูงมากอยู่แล้ว การทำ QE จะทำให้สภาพคล่องเพิ่มขึ้นแค่กับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น



          สำหรับค่าเงินบาทแข็งมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และ ผู้เสียประโยชน์ กล่าวคือ ช่วยให้ธุรกิจมีต้นทุนนำเข้าเครื่องมือเครื่องจักรถูกลง ปกติไทยจะมีการนําเข้า เครื่องมือเครื่องจักร ปีละประมาณ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้น ทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าขึ้น ประเทศจะประหยัด ไปได้ราว 5 หมื่นล้านบาท



          ธุรกิจและประชาชนที่เป็นหนี้ต่างประเทศ จะมีหนี้ลดลง อย่างตอนนี้ธุรกิจและประชาชนคนไทยมีหนี้ค้างจ่ายต่างประเทศอยู่ราว 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้น ทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าขึ้น ธุรกิจและประชาชนจะมีหนี้ลดลงประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งคนที่จะได้รับประโยชน์ก็คือคนที่จะชำระหนี้คืนนั่นเอง นอกจากนี้มีการนำเข้าน้ำมันดิบปีละประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น ทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าขึ้น ก็จะช่วยประหยัดต้นทุนของประเทศไปได้ 2 หมื่นล้านบาทเช่นกัน

ข่าวทั้งหมด