ความเคลื่อนไหวเมืองไทยวันนี้ 19.20น.วันที่ 12 กันยายน 2562

12 กันยายน 2562, 20:20น.



นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานชมรมคนปลูกปาล์มน้ำมัน จ.กระบี่ และประธานบริษัทคนปลูกปาล์มน้ำมันวิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาผลปาล์มทลายเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2.70 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) จากก่อนหน้านี้เคยขึ้นไประดับ 3- 4 บาท ขณะที่น้ำมันปาล์มดิบ (ซีพีโอ) อยู่ที่ 16.50 บาทต่อกก. โดยราคาปาล์มยังลดลงต่อเนื่อง หลังจากสต็อกซีพีโอ เริ่มกลับมาอยู่ในระดับสูงเกือบ 400,000 ตัน เนื่องจาก ยังมีปัญหาการลักลอบนำเข้าซีพีโอจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจากมาเลเซียที่มีราคาต่ำกว่าไทยเข้ามา เมื่อรัฐบาลมีมาตรการมาดูดซับซีพีโอ ราคาซีพีโอและผลปาล์มดิบก็จะเริ่มขยับสูงขึ้นก็จะจูงใจให้เกิดการนำเข้าซีพีโอจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะจากมาเลเซียที่มีราคาต่ำกว่าของไทย สังเกตได้ง่ายๆว่า สต็อกของไทยลดลงไปนิดเดียว แต่พอขยับเพิ่มจะเร็วมาก เนื่องจากมีการลักลอบนำเข้ามา มองว่าปัญหานี้จะวนเวียนไม่จบถ้าไม่แก้ไขให้เด็ดขาด เสนอให้รัฐบาลบังคับติดตั้งมิเตอร์ในโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มทุกแห่ง เพื่อตรวจเช็คปริมาณซีพีโอที่ออกมา จะสามารถเช็คปริมาณ และคำนวณสต็อกซีพีโอได้ แต่การดำเนินการยังคงเงียบไป ไม่มีการตอบรับกลับมา ดังนั้นไม่ว่ารัฐจะออกมาตรการอะไรออกมา ทั้งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซื้อน้ำมันปาล์มดิบไปผลิตไฟฟ้า กระทรวงพลังงาน เตรียมบังคับน้ำมันบี 10 ให้เป็นเกรดมาตรฐานตั้งแต่ 1 ม.ค. 2563 ที่จะช่วยดูดซับซีพีโอมากขึ้น แต่หากยังมีปัญหาการลักลอบนำเข้ามาก็คงไม่ได้ช่วยได้มาก



น.ส.รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการผู้บริหารกลุ่มวิจัยและวิเคราะห์ตลาดการเงิน ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า  ค่าเงินบาทในวันนี้แข็งค่าสุดที่ระดับ 30.47 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งทำสถิติใหม่ในรอบ 6 ปีกว่า นับจากเดือน มิ.ย. 2556  หลังจากที่จีนและสหรัฐฯถอยคนละก้าวในเรื่องการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันของทั้ง 2 ประเทศ ทำให้สถานการณ์สงครามทางการค้าคลี่คลายในระยะสั้น ทำให้สกุลเงินในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยแข็งค่าทันที มีการเตือนว่าผู้ส่งออกและนำเข้าต้องป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือการใช้สกุลเงินท้องถิ่นทำการค้าขายแทนสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อป้องกันค่าเงินที่ผันผวนและลดต้นทุนจากการใช้สกุลกลางอย่างดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกันต้องติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินในภูมิภาคด้วย



การลงทุนในตลาดหุ้นไทย ปรับลดลง 13.35 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,660.68 จุด มูลค่าการซื้อขาย 70,086.30 ล้านบาท การลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นโตเกียว ญี่ปุ่น ปิดบวก 161.85 จุด ที่ระดับ 21,759.61 จุด เป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค.หลังจากข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนเริ่มส่งสัญญาณคลี่คลาย ดัชนีฮั่งเส่ง ฮ่องกง ลดลง 71.43 จุด ปิดที่ 27,087.63 จุด หลังจากมีข่าวว่า ฮ่องกง เอ็กซ์เชนจ์ แอนด์ เคลียริ่ง ลิมิเต็ด (HKEX) ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการตลาดหุ้นฮ่องกง ยื่นข้อเสนอวงเงิน 3.16 หมื่นล้านปอนด์ เพื่อซื้อกิจการของตลาดหุ้นลอนดอน



นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า จากกรณี Social Media จากเพจเฟซบุ๊กรายหนึ่ง มีการโพสต์ภาพเด็กทารกและประกาศรับ ซื้อ-ขาย เด็กทารกจากแม่ที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม อีกทั้งยังพบว่ามีหลายเพจเฟซบุ๊ก ที่มีการโพสต์เนื้อหาในลักษณะดังกล่าว สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลด้านการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาในพื้นที่ และพบข้อมูลเกี่ยวกับแม่ของเด็กทารกดังกล่าว สรุปว่า แม่ของเด็กทารก เป็นผู้พิการทางการได้ยินและการสื่อความหมาย เคยศึกษาอยู่ที่โรงเรียนโสตศึกษาแห่งหนึ่ง แต่ต้องลาออกกลางคัน เนื่องจากตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และได้มาอาศัยอยู่กับปู่-ย่า ที่มีฐานะยากจน ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน จากนั้นเทศบาล ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการช่วยเหลือในด้านต่างๆ ต่อไป และนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมทีม พม. One Home จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมมอบเงินสงเคราะห์ครอบครัวเป็นจำนวน 3,000 บาท เทศบาลเมืองหัวหิน ได้ยื่นเรื่องขอรับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เดือนละ 600 บาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสาร และ กรณีตำรวจรายหนึ่งมีภูมิลำเนาที่จังหวัดสมุทรสาคร มีความเกี่ยวข้องเป็นญาติของแม่เด็ก มีความประสงค์ในการรับเด็กไปเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม จะต้องไปยื่นเรื่องที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดที่ผู้ขอมีภูมิลำเนาอยู่ ตาม พ.ร.บ. การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522 ทั้งนี้ ได้มีการแจ้งข้อมูลเรื่องนี้ให้กับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.สมุทรสาคร ทราบด้วยแล้วสำหรับการลงรูปเด็กเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย แม่เด็กและญาติ ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงมีภาพไปปรากฏในโซเชียลมีเดียได้อย่างไร ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไป ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งมาที่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง  



เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้ร้านเจียงบูติค ร้านขายเสื้อผ้า เป็นอาคารพาณิชย์สูง 7 ชั้น ในพื้นที่โบ๊เบ๊ทาวเวอร์หรือตลาดโบ๊เบ๊ ซอยดำรงรักษ์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย หลังเกิดเพลิงไหม้บริเวณชั้น 2 จนลุกลามไปถึงชั้น 6 ของตัวอาคาร ก่อนจะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ใช้เวลากว่า1ชั่วโมง เหตุเกิดกลางดึกเมื่อคืนนี้ นายวีระ ไพศาลเจริญวงศ์ เจ้าของร้านเจียงบูติค รับว่าวินาทีเเรกที่เห็นสภาพร้านก็ใจหาย แต่ก็ต้องทำใจ เพราะขณะเกิดเหตุประมาณ 23.00น.ไม่มีคนอยู่ จึงทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว ปกติจะให้ลูกจ้างกลับบ้านช่วง 17.00น.และเข้ามาเตรียมเปิดร้านในตอนเช้า ส่วนร้านของตนเป็นร้านขายเสื้อผ้า และมีอุปกรณ์ไฟฟ้าตามปกติ เชื่อว่า ไม่น่าจะเป็นการวางเพลิง เพราะถึงแม้ตัวอาคารจะเชื่อมถึงกัน แต่ก็มีการสร้างผนังกั้นแต่ละห้อง ไม่สามารถเดินถึงกันได้ ส่วนสาเหตุจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรหรือมีสาเหตุอื่น ต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบอีกครั้ง ประเมินความเสียหายเบื้องต้น 10 ล้านบาท 



ฝุ่นควันจากการเผาป่าและพื้นที่การเกษตรในอินโดนีเซียกำลังสร้างมลพิษทางอากาศในสิงคโปร์ มาเลเซียและพื้นที่ทางใต้ของไทย และทำให้ทางการมาเลเซียต้องประกาศปิดโรงเรียนในบางพื้นที่ และออกคำเตือนประชาชนให้ใช้หน้ากากอนามัยเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเกี่ยวกับระบบหายใจ แต่นางซิตินูร์บายา บาการ์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมและป่าไม้อินโดนีเซีย อ้างว่าปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้น มาจากการเผาป่าและพื้นที่การเกษตรในรัฐซาราวัก ของมาเลเซีย ทั้งเรียกร้องให้ทางการมาเลเซียเลิกปิดบังความจริง ขณะที่ นางเหยา ยีบิน รัฐมนตรีพลังงานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสิ่งแวดล้อมมาเลเซีย ตอบโต้ด้วยการนำสถิติและแผนภูมิจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาอาเซียน (ASEAN Specialised Meteorological Centre) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในสิงคโปร์มาเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กของเธอ ชี้ว่า จังหวัดกาลิมันตัน อินโดนีเซีย มีจุดความร้อน 474 จุด และที่สุมาตราอีก 387 จุดขณะที่มาเลเซียทั้งประเทศมีอยู่ 7 จุด เธอจึงต้องการให้อินโดนีเซียยอมรับความจริงว่าคือสาเหตุของมลพิษทางอากาศ และเลิกกล่าวโทษมาเลเซีย โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มาเลเซียส่งหนังสือทางการทูตแจ้งต่อทางการอินโดนีเซียให้เร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ข้อมูลดาวเทียมที่เผยแพร่วันนี้พบว่า จำนวนไฟป่าในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มควันฟุ้งกระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และเพิ่มความวิตกเรื่องไฟป่าที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ไฟป่าอินโดนีเซียเป็นปัญหาประจำปี แต่ปีนี้รุนแรงยิ่งขึ้นเพราะสภาพอากาศแล้งเป็นพิเศษ  เจ้าหน้าที่กรีนพีซในอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ช่วงสองสัปดาห์นี้ มีฝนตกน้อยมากโดยเฉพาะบนเกาะบอร์เนียว ที่มีจุดความร้อนเพิ่มขึ้นมากที่สุด และตั้งข้อสังเกตว่าไฟป่าในอินโดนีเซียมีความคล้ายคลึงกับไฟป่าแอมะซอนในอเมริกาใต้ที่เกษตรกรใช้การถางและเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตร



แฟ้มภาพ Cr.ศูนย์วิทยุอุรุพงษ์




 

ข่าวทั้งหมด