เตือน!! เลือดกำเดาไหลบ่อยอย่านิ่งนอนใจ เสี่ยงวัณโรคโพรงจมูก

26 มิถุนายน 2562, 16:48น.

A PHP Error was encountered

Severity: Notice

Message: Undefined offset: 77

Filename: news/detail.php

Line Number: 393

A PHP Error was encountered

Severity: Notice

Message: Undefined offset: 75

Filename: news/detail.php

Line Number: 393


            เชื่อว่าหลายๆ คนคงไม่มีใครอยากป่วยกันทั้งนั้น ยิ่งเป็นโรคที่หาสาเหตุของอาการได้ยากยิ่งแล้วใหญ่ เฉกเช่นกรณีของคุณบุตรศรัณย์ ทองชิว หรือ น้ำตาล เดอะสตาร์ ที่ก่อนหน้านี้แพทย์ไม่สามารถหาสาเหตุของอาการป่วยได้ รู้เพียงแค่ว่ามีเลือดกำเดาไหลไม่หยุด แต่ในวันนี้ (26 มิ.ย. 62) ทีมแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า น้ำตาลป่วยเป็นวัณโรคหลังโพรงจมูก แล้ววัณโรคหลังโพรงจมูกคืออะไร มีอาการเป็นอย่างไร?



            หลังจากเหตุการณ์สูญเสียศิลปินเสียงใส น้ำตาล เดอะสตาร์ไป ทีมแพทย์ศิริราชพยาบาล ก็ยังคงค้นหาสาเหตุของอาการประหลาดที่ทำให้น้ำตาลมีเลือดกำเดาไหลออกมามากมาย ซึ่งในวันนี้ นำโดย ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ รศ.นพ.ปรัญญา  สากิยลักษณ์ แพทย์ประจำสาขาวิชาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ ได้ออกมาแถลงถึงสาเหตุการเสียชีวิตของน้ำตาล จากการนำชิ้นเนื้อบริเวณเยื่อบุโพรงจมูกที่ผิดปกติหลังจากส่องกล้องไปตรวจ หลังจากย้อมชิ้นเนื้อพบว่าเข้าได้กับวัณโรค ทีมแพทย์จึงได้ทำการตรวจด้วยวิธี CPR คือตรวจหา DNA ของเชื้อวัณโรค ผลการตรวจเป็นบวก แสดงให้เห็นว่า น้ำตาลมีเชื้อวัณโรคหลังโพรงจมูก



            ด้วยความที่น้ำตาล เป็นสาวขยันทำงาน จึงทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อน นอนน้อย การที่เลือดกำเดาไหลเป็นประจำจริงๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกแล้วว่าเธอกำลังป่วย จนอาจเรียกได้ว่าเธอป่วยเป็นวัณโรคเรื้อรัง ทั้งนี้ เรามักจะคิดว่าวัณโรคได้หายไปจากประเทศไทย แต่จริงๆ แล้ว เชื้อวัณโรคอยู่กับเรามาตลอด เพียงแต่รอเวลาฟักตัวซึ่งยาวนานถึง 2 ปี



            วัณโรคหลังโพรงจมูกคืออะไร?

            วัณโรค คือ เชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ที่อาจมากจากการไอเรื้อรัง จาม หรือแม้แต่พูดคุย ซึ่งจะทนต่อทุกสภาพอากาศ และอยู่ได้นานมาก เมื่อเราสูดหายใจเอาฝุ่นละอองที่มีเชื้อนี้เข้าไปเชื้อที่มีขนาดเล็กจะวิ่งตรงเข้าสู่ปอดทันที ใครแข็งแรงเชื้อก็จะถูกทำลาย แต่หากกำลังอ่อนแอก็จะเป็นการสะสมเชื้อจนนำไปสู่โรคได้ สำหรับเจ้าวัณโรคหลังโพรงจมูกพบน้อยมาก เรียกว่า ร้อยละ 1 ของวัณโรคที่พบนอกปอดก็ว่าได้ ซึ่งจะติดต่อได้น้อยกว่าวัณโรคชนิดอื่น



            เราจะรู้ได้ยังไงว่าเรามีอาการวัณโรคหลังโพรงจมูก?



            จากรายงานทางการแพทย์ทั่วโลกพบว่า ผู้ป่วย 1 ใน 3 อาจไม่มีอาการใดๆ และประมาณร้อยละ 70 มีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต หรือมีก้อนบริเวณหลังโพรงจมูก ไม่เหมือนกับโรควัณโรคปอดทั่วไปที่จะมีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ ไอมีเลือดออก เจ็บหน้าอก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือมีไข้ด้วย



            การป้องกันการติดเชื้อวัณโรคที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่กับคนหมู่มาก หากจำเป็นต้องอยู่จริงๆ ก็ควรสวมหน้ากากอนามัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราควรหมั่นสังเกตสุขภาพร่างกายของตนเอง หากมีความผิดปกติให้รีบพบแพทย์หาสาเหตุของโรคทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคที่อาจรุนแรงมากจนยากจะแก้ไข



ข้อมูล : ศูนย์ข่าว Pacific, med.mahidol, doctor

รูปภาพ : siam108, setsocialimpact, honestdocs, postjung



 



 

ข่าวทั้งหมด