นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีแนวโน้มดีขึ้น จึงให้ทยอยปรับลดอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดลดจาก 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อเวลา 06.00 น. วันนี้ (30 ต.ค.69) และจะคงอัตราไว้ต่อเนื่อง ซึ่งการระบายน้ำในอัตรา 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นระดับที่ไม่ทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาท้ายเขื่อนเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ส่งผลให้ระดับน้ำท่าในพื้นที่ทยอยลดลงกลับเข้าสู่ระดับตลิ่ง และช่วยให้การสูบน้ำที่ยังท่วมขังอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาทำได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการระดมเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรกลเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และให้เกษตรกรสามารถกลับมาเพาะปลูกได้โดยเร็ว โดยจะบริหารจัดการให้มีน้ำค้างทุ่งบางส่วนอย่างเหมาะสม สำหรับให้ชาวนาใช้เตรียมแปลงเพาะปลูกในรอบการผลิตใหม่
ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ ฝนที่ตกหนักในช่วงก่อนหน้าเริ่มลดลง แต่ยังมีฝนตกหนักบางพื้นที่ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และภูเก็ต โดยข้อมูลปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ต.ค.) พบว่าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์วัดได้สูงสุด 143 มิลลิเมตร ที่สถานีบ้านไทรคู่ อำเภอบางสะพาน ส่วนจังหวัดภูเก็ตวัดได้สูงสุด 124 มิลลิเมตร ที่สถานีสะพานดำรง อำเภอเมืองภูเก็ต
ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ฝนที่ยังตกในภาคใต้เป็นผลจากอิทธิพลของลมและความชื้นที่ยังหลงเหลือจากหย่อมความกดอากาศต่ำ ซึ่งเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลอันดามันไปแล้ว ทำให้สถานการณ์ฝนตกหนักเริ่มคลี่คลาย และมีแนวโน้มลดลงในระยะนี้ แต่อาจมีฝนเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงวันที่ 5 - 6 พฤศจิกายน โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย
กรมชลประทานจะยังคงติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำ รวมถึงปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะภาคใต้ที่จะต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างต่อเนื่องจนกว่าฤดูฝนจะสิ้นสุด
...
#กรมชลประทาน
ข่าวทั้งหมด