ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ในชุดมาตรการบรรเทาผลกระทบเพื่อช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟู แก่ผู้ประสบอุทกภัยในปี 2569 อันเนื่องจากได้รับความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สถานประกอบการ และเครื่องจักร
มาตรการดังกล่าว กระทรวงการคลัง ร่วมกับ 7 สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จัดทำมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย โดยสนับสนุนเงินทุนเพื่อฟื้นฟูความเสียหาย ลดภาระหนี้เดิมผ่านมาตรการพักชำระหนี้ในช่วงที่รายได้ขาดหาย และจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ฟื้นฟูเครื่องมือประกอบอาชีพ และเสริมสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการ สามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็ว อีกทั้ง กระทรวงการคลัง ยังได้ออกมาตรการทางภาษี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในครั้งนี้ด้วย
มาตรการด้านการเงิน โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆ ตามกลุ่มผู้เสียหาย และความต้องการของแต่ละกลุ่ม ดังนี้
ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถหารายได้ แต่ยังคงมีภาระหนี้อยู่กับสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ ทั้งในส่วนต้นเงินและ/หรือดอกเบี้ย ลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ตามความเหมาะสม สำหรับผู้ประกอบการ เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในช่วงที่รายได้ยังไม่กลับคืนมา
ประชาชนที่บ้านเรือนเสียหาย มีความจำเป็นต้องซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) สนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือต่อเติมที่อยู่อาศัย วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0 1.99% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 40 ปี
สำหรับประชาชนที่ต้องการสภาพคล่อง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใช้ในยามฉุกเฉิน ธนาคารออมสิน ให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง วงเงินต่อรายไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก
นอกจากนี้ สำหรับเกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง และซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรที่ได้รับ
ส่วนของผู้ประกอบการที่ต้องการสภาพคล่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและยังทำให้ยังคงประกอบธุรกิจและจ้างงานต่อไปได้ ธนาคารออมสิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) สนับสนุนสินเชื่อเพื่อให้ผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยมีเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ วงเงินต่อรายไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0 3.25% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 7 ปี
ขณะที่ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวให้กับผู้ประกอบการไม่เกิน 20% ของวงเงินหมุนเวียนเดิม วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ระยะเวลากู้ไม่เกิน 1 ปี
นอกจากนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่ค้ำประกันอยู่กับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะได้รับการพักชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อ และค่าจัดการการค้ำประกันฟรี 6 เดือน
มาตรการอื่น ๆ ได้แก่ ธอส. ประนอมหนี้ให้กับลูกหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน หรือพิจารณาเป็นรายกรณี รวมทั้ง ธอส. และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ออกมาตรการสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย
ขณะเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมกันจัดทำโครงการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ โดยมีผลคุ้มครองตั้งแต่ 1 ต.ค. 69 ถึง 1 ต.ค. 70 ครอบคลุมภัยพิบัติหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งออกเป็น
กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม คุ้มครองประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ วงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน
กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองกรณีเสียชีวิต และกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากอุบัติเหตุ อันเนื่องมาจากภัยพิบัติในวงเงินรวมไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อคน
#น้ำท่วม69
ข่าวทั้งหมด