สอท.เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ก.ย.ขยับเพิ่ม90.7 น้ำท่วมกระทบกว่า 2,000 โรงงาน เสียหาย 7,000 ล้าน

วันนี้, 17:13น.


           นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย นายวิรัช ฉัตรดรงค์ รองประธาน ส.อ.ท. และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ  นางปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสายงานสื่อสารองค์กร แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนกันยายน 2569 ว่า ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 90.7 เพิ่มขึ้นจาก 89.7 ในเดือนสิงหาคม โดยมีปัจจัยหนุนจากการปรับลดค่าไฟฟ้า ระหว่างช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม จาก 3.95 บาท เหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย , คำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับเทศกาลปลายปี โดยเฉพาะ อาหารแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ , รวมไปถึงความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าและสินค้าเทคโนโลยีที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในช่วง 8 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 100.8% และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เพิ่มขึ้น 35.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน



          ขณะเดียวกันโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ยังช่วยกระตุ้นยอดขายร้านค้ารายย่อย แต่อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งสร้างความเสียหายต่อสถานประกอบการและกระทบการขนส่งวัตถุดิบจนห่วงโซ่อุปทานบางอุตสาหกรรมหยุดชะงัก ประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7.29% จากเดือนก่อน มาอยู่ที่ 40.28 บาทต่อลิตร ขณะที่ค่าระวางเรือเส้นทางออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 63% เส้นทางชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 7% และชายฝั่งตะวันตกเพิ่มขึ้น 0.8% นอกจากนี้ สินค้านำเข้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ยังเพิ่มแรงกดดันด้านราคาและยอดขายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน



           ผลสำรวจผู้ประกอบการ 1,330 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าปัจจัยที่กังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจในประเทศ 51.9% นโยบายภาครัฐ 30.5% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 16.8% ส่วนปัจจัยที่กังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 66.1% เศรษฐกิจโลก 64.1% อัตราแลกเปลี่ยน 28% และการเข้าถึงสินเชื่อ 25.1%



           สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 97.7 เพิ่มขึ้นจาก 97.0 ในเดือนสิงหาคม โดยได้แรงหนุนจากข้อตกลงด้านภาษีและการขยายเวลาพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน รวมถึงความต้องการวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายจากน้ำท่วม ตลอดจนการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องติดตามความรวดเร็วในการเยียวยาผู้ประสบภัยและต้นทุนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งอาจซ้ำเติมปัญหาสภาพคล่องของเอสเอ็มอี รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย–ยูเครนที่เพิ่มความไม่แน่นอนด้านต้นทุนและวัตถุดิบ



           ส.อ.ท. เสนอรัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการ 3 ด้าน เพื่อบรรเทาผลกระทบและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ 1. บริหารจัดการอุทกภัยเชิงรุก เชื่อมโยงข้อมูลสถานการณ์น้ำ พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า กำหนดกลไกสั่งการและประสานงานให้ชัดเจน พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายและจ่ายค่าสินไหมทดแทน 2. ลดต้นทุนพลังงาน ส่งเสริมการประหยัดไฟ สนับสนุนการปรับปรุงกระบวนการผลิตและติดตั้งโซลาร์เซลล์ ตลอดจนใช้คูปองส่วนลดเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นผลิตภัณฑ์ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ผลิตในประเทศ และ 3. ผลักดันสินค้า Made in Thailand (MiT) ในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนใช้สินค้าไทย นอกจากนี้ ส.อ.ท. ได้รวบรวมข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นและตัวชี้วัดเศรษฐกิจอุตสาหกรรมย้อนหลัง 3 ปี จัดทำ Dashboard เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Industry Data Space (iDS) เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนใช้ประโยชน์ในการวางแผนธุรกิจ



            นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ส.อ.ท. กล่าวว่า นอกจากนี้ สถานการณ์อุทกภัยปี 2569 ยังส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานในหลายพื้นที่ จากการสำรวจสมาชิก 14 จังหวัด พบผู้ประกอบการได้รับผลกระทบกว่า 2,000 ราย ประเมินความเสียหายเบื้องต้น 6,000–7,000 ล้านบาท ครอบคลุมเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง การผลิตและโลจิสติกส์ ขณะที่ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 13 ตุลาคม พบอุทกภัยใน 20 จังหวัด รวมกรุงเทพฯ ครอบคลุม 99 อำเภอ 804 ตำบล ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมรายงานสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 4,523 ราย ใน 55 จังหวัด ความเสียหายประมาณ 2,137 ล้านบาท ทั้งนี้ ตัวเลขแต่ละหน่วยงานมีขอบเขตการสำรวจต่างกัน นอกจากนี้ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี มีน้ำท่วมขังสูง 30–70 เซนติเมตร กระทบโรงงานประมาณ 150 แห่ง และต้องหยุดการผลิต 34 แห่ง สะท้อนผลกระทบต่อการขนส่งและการส่งมอบชิ้นส่วน ขณะที่ภาคใต้ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา นราธิวาส และพื้นที่ฝั่งอันดามัน



           ส.อ.ท. ได้เสนอรัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการ 4 ด้าน ได้แก่ ตรวจสอบคุณภาพน้ำและดินหลังน้ำลดเพื่อประเมินมลพิษและผลกระทบต่อชุมชน ตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสีย สารเคมี และกากอุตสาหกรรม ป้องกันการรั่วไหลและปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านสินเชื่อฟื้นฟูกิจการ เงินทุนซ่อมแซมเครื่องจักร และมาตรการพักชำระหนี้ตามความเหมาะสม พร้อมยกระดับแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ให้เป็นแผนตอบสนองที่ปฏิบัติได้จริง ทั้งระบบแจ้งเตือน การตัดสินใจหยุดผลิต การเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน และเส้นทางขนส่งสำรอง เพื่อลดความเสียหายและให้ธุรกิจกลับมาดำเนินงานได้โดยเร็ว พร้อมขอให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยงเตรียมระบบระบายน้ำ ปกป้องทรัพย์สิน และดูแลความปลอดภัยของบุคลากร เพื่อรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักและป้องกันผลกระทบซ้ำต่อภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน



 



#ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม



#ดัชนีความเชื่อมั่นกันยายน69



 



 

ข่าวทั้งหมด

X