น้ำเหนือลดลง! สทนช.ยืนยัน เร่งระบายน้ำกทม.ฝั่งตะวันออก ติดเครื่องสูบน้ำเพิ่ม

วันนี้, 16:14น.


           สถานการณ์น้ำในขณะนี้ นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า การระบายน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่หลายคนกังวลถึงมวลน้ำเหนือ ขณะนี้เขื่อนหลักๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 70% เขื่อนสิริกิติ์ 80 % เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 70-80% มีเพียงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เท่านั้นที่มีความจุเกินกว่า 100% แต่ยังมีช่องว่างอยู่อีก 6, 000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่เหมือนสถานการณ์น้ำในปี 2554 ในส่วนของแม่น้ำปิง และลุ่มน้ำสะแกกรัง มีแนวโน้มลดลง 500 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยืนยันว่าขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือลดลง ทำให้น้ำที่ไหลมาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา การระบายคงที่อยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ฉะนั้น คงการระบายแนวระดับนี้ได้ 5-6 วัน เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกใหม่ในช่วง 11 - 13 ต.ค.นี้



           นายไพฑูรย์ กล่าวว่า กรณีที่น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีจำนวนเกินความจุนั้น ขณะนี้ได้มีการระบายอยู่ที่ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อยู่ในลำน้ำป่าสัก โดยท้ายน้ำอยู่ที่ จ.สระบุรี จึงยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อลำน้ำ และเมื่อมารวมกับคลองชัยนาท - ป่าสัก ก็ยู่ที่ 540 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากนั้นจะไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ปล่อยมาอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจากการตรวจสอบล่าสุดน้ำตรงนี้จะไหลไปรวมที่ อ.บางปะอิน บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะเข้ามายัง จ.ปทุมธานี นนทบุรี ในปริมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยน้ำจะวิ่งไปอีกทางหนึ่งคือ อ.ผักไห่ และ ต.เจ้าเจ็ด อ.เสนา ก่อนจะไหลต่อไปยัง จ.สุพรรณบุรี



             นายไพฑูรย์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำตลิ่งที่ จ.นนทบุรี อย่างต่ำกว่าตลิ่งอยู่ที่ 1.2 เมตร หรือต่ำกว่ากำแพงกั้นน้ำ จ.นนทบุรี และต่ำกว่าที่ จ.ปทุมธานี 0.57 เมตร และต่ำกว่าที่พื้นที่ กทม. 1.2 เมตร ซึ่งยังสามารถระบายได้ ฉะนั้น สถานการณ์น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะมวลน้ำเหนือที่ทุกคนกังวล ต้องเรียนว่า ไม่น่าเป็นห่วง มีแต่แนวโน้มลดลง แต่ทั้งนี้ ต้องดูฝนในช่วง 11-13 ต.ค.นี้ ซึ่งหากระบายได้อย่างต่อเนื่องที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้มีพื้นที่ว่างหรือเขื่อนเพียงพอ และไม่กระทบต่อ กทม.และปริมณฑล แต่ยอมรับว่าอาจจะมีพื้นที่บางพื้นที่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ใน 8 อำเภอ เช่น อ.เสนา อ.ผักไห่ ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้จัดกำลังทหารไปดูแลประชาชน รวมถึงอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ เพราะต้องระบายน้ำในอัตรา 2500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใน 5-6 วัน



          รองเลขาฯสทนช. กล่าวว่า ในส่วนลุ่มน้ำท่าจีน ยอมรับว่ามีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ในส่วนของท้ายน้ำประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี ขณะนี้ต้องรักษาระดับการระบายน้ำที่เข้าสู่แม่น้ำท่าจีนเพื่อไม่ให้กระทบมาก ส่วนก่อนหน้านี้ที่ฝนตกใน 5 อำเภอของ จ.กาญจนบุรีจะลงมายังแม่น้ำท่าจีนด้วย บริเวณ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ฉะนั้น รอยต่อระหว่างจังหวัดสุพรรณบุรีและนครปฐม ได้มีการบริหารจัดการที่ดี



          สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ กทม.นั้น ขีดความสามารถฝั่งเจ้าพระยายังสูบน้ำได้วันละ 70 กว่าล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 800 กว่าลูกบาศก์เมตร โดยผ่านอุโมงค์และคลองต่างๆ แต่การระบายน้ำฝั่งตะวันออก ด้าน จ.ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ ยังไปได้ไม่มาก



       ขณะนี้มีคำสั่งให้กองทัพบก กระทรวงกลาโหม เพิ่มเครื่องมือในการเร่งสูบ ไปยังจุดที่สามารถระบายได้ดี



          "ในส่วนของน้ำเหนือท่านคลายกังวลได้ แต่เราต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่อาจจะมีสถานการณ์น้ำท่วมเหนือเขื่อนเจ้าพระยา บ้าง เช่น จ.นครสวรรค์ อ.สว่างอารมณ์ แม่น้ำแควตากแดด จ.อุทัยธานี แต่รัฐบาลก็เข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่"นายไพฑูรย์ ระบุ



       รองเลขาฯสทนช. กล่าวว่า ส่วนลุ่มน้ำบางปะกง เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ระดับน้ำสูงสุดเป็น New High ใหม่ สูงกว่าปี 56 ที่ 11 เซนติเมตร มาที่ระดับ 4.98 เมตร ซึ่งการระบายน้ำของลุ่มน้ำบางปะกงจะมาจากเขื่อนขุนด่านปราการชล ซึ่งสามารถควบคุมการระบายได้ แต่ยืนยันว่ากรมชลประทานจะมีการระบายน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาระดับน้ำให้มีช่องว่างพอ แต่วันที่ 11-13 ต.ค.นี้จะไม่มีการระบายน้ำมาก เนื่องจากพื้นที่ท้ายน้ำจะได้รับผลกระทบ แต่จะได้รับผลกระทบใน อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา อ.องครักษ์ อ.ปากพลี จ.นครนายก อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งบางจุดมีน้ำท่วมสูง แต่รัฐบาลโดยกองทัพเรือได้จัดเรือผลักดันน้ำในแม่น้ำบางปะกง



       นายไพฑูรย์ กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์ลุ่มน้ำย่อยๆ เช่น จ.ระยอง มีในพื้นที่ อ.บ้านค่าย อ.เมืองระยองบางส่วน และอ.เมืองจันทบุรี แต่จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาอาจจะมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 11 ต.ค.ในพื้นที่ จ.จันทบุรีและตราด ซึ่งขณะนี้ในจังหวัดภาคตะวันออก มีการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ ส่วนลุ่มน้ำแม่กลองนั้น เขื่อนวชิราลงกรณ ยังมีช่องว่างอยู่ประมาณ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีอัตราการระบายอยู่ที่วันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประมาณ 50 วัน แต่มีปริมาณน้ำเข้าประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และในวันที่ 3 ต.ค.จะเข้าอีก 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอัตราการเข้าและออกปริมาณเท่ากัน แต่จะเร่งการระบายน้ำ เพื่อที่จะรอปริมาณน้ำในวันที่ 11-13 ต.ค.นี้



         ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์ยังมีช่องว่างเหลืออยู่ที่ 700 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนในวันที่ 6 ต.ค. และ 11-13 ต.ค.นี้ได้ ส่วนเขื่อนแม่กลอง ซึ่งอยู่ด้านท้ายของเขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์นั้น ระบายอยู่ที่ 1,800 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดว่าใน 1 สัปดาห์จะมีการระบายต่ำกว่าอัตรา 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที บริเวณ อ.บ้านโป่ง โพธาราม อ.เมืองราชบุรี และ อ.อัมพวา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ที่จะมีปริมาณน้ำลดลง



       ขณะที่เขื่อนแก่งกระจาน ลุ่มน้ำเพชรบุรี มีตัวเลขนำเข้าปริมาณ 11-13 ล้านลูกบาศก์เมตร และระบายน้ำ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังถือว่าบริหารจัดการได้ ซึ่ง จ.เพชรบุรียังคงปลอดภัยจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเตรียมพร้อมในช่วงวันที่ 6 ต.ค.และ 11-13 ต.ค. เพราะฉะนั้น จะต้องเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน



 #น้ำท่วม69



#สทนช.

ข่าวทั้งหมด

X