นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการเพิ่มเติมวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และขยายโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ออกไปอีก 2 เดือน ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยทั้ง 2 โครงการดังกล่าว มีกรอบวงเงินรวม 42,690 ล้านบาท
สำหรับโครงการเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัด และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 อีก 700 บาท/คน/เดือน จากเดิม 300 บาท/คน/เดือน รวมเป็น 1,000 บาท/คน/เดือน ในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง และได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน
ส่วนโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพิ่มเติม จะมีระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 30 พฤศจิกายน 2569 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1) ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) อยู่ในปัจจุบัน และ 2) ผู้ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ทั้งกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิม และกลุ่มที่ลงทะเบียนใหม่
สำหรับการใช้สิทธิ ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน และไม่เกิน 1,000 บาท/คนตลอดระยะเวลาโครงการ โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 30 พฤศจิกายน 2569 เวลา 06.00 23.00 น. หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่ม ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการ ในเวลา 06.00 21.00 น.
สำหรับการยืนยันสิทธิ ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 1 15 ตุลาคม 2569 ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ สามารถกดยืนยันผ่านแอปพลิเคชัน ถุงเงิน ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 30 พฤศจิกายน 2569
นายเอกนิติ กล่าวว่า เมื่อรวมการดำเนินโครงการทั้ง 2 โครงการแล้ว คาดว่าจะช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบของวิกฤตราคาพลังงานได้ราว 47 ล้านคนทั่วประเทศ
วิกฤตพลังงานกลับมาอีกครั้ง ราคาน้ำมันกลับไปสูงขึ้น เงินเฟ้อเริ่มกลับมาสูงขึ้น เราจำเป็นต้องดูแลประชาชน ด้วยการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการเป็น 1,000 บาทอีก 1 เดือน และไทยช่วยไทยพลัส ก็ใช้ได้อีก 2 เดือนในวงเงิน 1,000 บาท ทั้งหมดนี้ ใช้วงเงินประมาณ 43,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอจากวงเงินกู้ (ในส่วนแรก) ที่เหลืออยู่ และยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มีความเชื่อมั่นในฐานะการคลังของไทย
การเพิ่มเติมวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และขยายโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ออกไปอีก 2 เดือน จะช่วยเพิ่ม GDP ได้อีก 0.1-0.2% และมั่นใจว่า ช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้แน่นอน ผ่านการลดค่าครองชีพ แต่กระทรวงพาณิชย์จะช่วยได้ตรงจุดที่สุด คือ การควบคุมราคาสินค้าไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชน
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของไทยในไตรมาส 2 ไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ซึ่งจะมีผลช่วยในเรื่องค่าครองชีพได้ ขณะที่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะเติบโตได้ 2.5% แต่ก็ต้องขึ้นกับสถานการณ์โลกด้วยเช่นกัน
ส่วนโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลมีแหล่งเงินเพียงพอที่จะดำเนินการโครงการดังกล่าวได้ โดยได้หารือกับ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา แล้วว่าจะสามารถเริ่มโครงการนี้ได้ในปี 2570
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ประเด็นเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง เป็นสิ่งที่รัฐบาล และกระทรวงการคลังให้ความสำคัญมากที่สุด ซึ่งการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) และการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 ดังกล่าวนั้น จะใช้จากวงเงินที่เหลืออยู่อีกราว 44,000 ล้านบาท (ก้อน 2 แสนล้านบาทแรก) ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท โดยยืนยันว่าจะไม่มีการโยกเงินจากก้อน 2 แสนล้านบาทหลังมาใช้ เนื่องจากเงินกู้ในก้อนหลัง จะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
ขอย้ำว่า การขยายโครงการเพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะมีเงินเหลือ 44,000 ล้านบาท เลยอยากทำโครงการนี้ แต่ทุกคนทราบดีว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่คิดว่าจะสงบ กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง น้ำมันก็ทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลอีกครั้ง ซึ่งมันไปพอดีกับที่โครงการนี้จะสิ้นสุดในเดือนก.ย.69 เราจึงมาดูว่าสามารถทำอะไรได้บ้างที่จะดูแลพี่น้องประชาชนในช่วงที่สถานการณ์กลับมารุนแรง แต่เราก็ไม่ละเลยเรื่องวินัยการเงินการคลัง จะไม่มีการโอนเงินจากเงินกู้ในส่วนที่ 2 มาสมทบ พร้อมยืนยันว่า ทั้ง 2 โครงการที่รัฐบาลทำเพิ่มเติมนี้ จะสามารถดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานได้อย่างทั่วถึง โดยผู้ที่สมควรจะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริงๆ ตามสิทธิที่ควรได้ ขณะที่ผู้ไม่เข้าเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ก็จะรองรับคนกลุ่มที่เหลือนี้ทั้งหมด ขณะที่ประโยชน์หรือผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงจากการดำเนินโครงการมาแล้วเกือบ 4 เดือน ตั้งแต่ มิ.ย.69 ช่วยให้ GDP โตขึ้นอีก 0.38%
ด้าน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ชี้แจงกระบวนการรับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ว่า จะมีการเปิดให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิอยู่เดิม สามารถกดยอมรับสิทธิ์ต่อได้เลย โดยไม่ต้องทำการลงทะเบียนใหม่แต่อย่างใด
#ต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส
#บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
Cr:กระทรวงการคลัง
ข่าวทั้งหมด