'วอร์เรน บัฟเฟตต์' มหาเศรษฐี-นักลงทุน อำลา เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ มีผลทันที

วันนี้, 20:41น.


          บริษัท เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ ประกาศในวันนี้ว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประธานบริษัท วัย 96 ปี ได้ลาออกจากตำแหน่ง โดยมีผลในทันที  โดยบัฟเฟตต์จะดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ และจะยังคงเป็นกรรมการของบริษัทต่อไป ขณะที่ ฮาวเวิร์ด บัฟเฟตต์ บุตรชายของเขา จะเข้ามารับตำแหน่งประธานบริษัท ตามแผนการสืบทอดตำแหน่งที่มีการเตรียมการมานานแล้ว



          การตัดสินใจดังกล่าวของบัฟเฟตต์เกิดขึ้นในเวลาเพียงกว่า 9 เดือน หลังจากเกร็ก อาเบล วัย 64 ปี เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขณะที่บัฟเฟตต์ยังคงดำรงตำแหน่งประธานบริษัท



           บัฟเฟตต์เคยประกาศครั้งแรกว่าเขาจะก้าวลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเบิร์กเชียร์ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งการประกาศดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้กับผู้เข้าร่วมงานหลายพันคน แม้ในขณะนั้นเขาจะมีอายุมากแล้วก็ตาม



          ทั้งนี้ บัฟเฟตต์เข้าซื้อกิจการโรงงานสิ่งทอแห่งหนึ่งในนิวอิงแลนด์ที่กำลังล้มละลาย เมื่อเขามีอายุเพียง 34 ปี และใช้เวลาตลอด 6 ทศวรรษต่อมาในการเปลี่ยนบริษัทแห่งนั้นให้กลายเป็นอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งด้านการเงินและอุตสาหกรรม โดยล่าสุด เบิร์กเชียร์เป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าราว 1 ล้านล้านดอลลาร์



          เมื่อปีที่แล้ว เบิร์กเชียร์มีผลกำไรจากการดำเนินงาน 44,500 ล้านดอลลาร์ และมีพนักงานเกือบ 400,000 คน



          ตลอดช่วงเวลาที่บัฟเฟตต์เป็นผู้นำ เบิร์กเชียร์สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นให้แก่ผู้ถือหุ้นสูงถึง 19.7% ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของผลตอบแทนของดัชนี S&P 500



          ในฐานะประธานบริษัทในปีนี้ บัฟเฟตต์ยังคงมีบทบาทสำคัญ ทั้งเดินทางไปทำงานที่สำนักงานในเมืองโอมาฮาทุกวัน และประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบันก็ยังคงปรึกษาหารือกับเขาอยู่บ่อยครั้ง



          ในเดือนกรกฎาคม บัฟเฟตต์เปิดเผยกับสำนักข่าว CNBC ว่าเขาเป็นผู้ผลักดันหลักที่อยู่เบื้องหลังการลงทุนครั้งใหญ่ของเบิร์กเชียร์ในบริษัท อัลฟาเบ็ท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล ปัจจุบัน อัลฟาเบ็ทเป็นหุ้นที่เบิร์กเชียร์ถือครองมากที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจาก แอปเปิล และอเมริกัน เอ็กซ์เพรส



          ผลการดำเนินงานของเบิร์กเชียร์ในปี 2569 ต่ำกว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีท โดยหุ้นของเบิร์กเชียร์ปรับตัวขึ้นเพียง 1% ในปีนี้ ขณะที่ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นมากกว่า 11% เนื่องจากราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้น ทำให้นักลงทุนหันความสนใจไปยังหุ้นในกลุ่มที่มีการเติบโตสูง



 



#วอร์เรนบัฟเฟตต์



#กูเกิล



 



 

ข่าวทั้งหมด

X