นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผย ผ่านเฟซบุ๊ก “Sonthi Kotchawat” เกี่ยวกับ Data Center ที่โผล่กลางกรุง ถึงบทเรียนจากสหรัฐอเมริกา รวมถึงการปิดช่องโหว่กฎหมาย Data Center ระบุว่า การปิดช่องโหว่ทางกฎหมายและแนว ทางบริหารจัดการ Data Center (ศูนย์ข้อมูล) กลางเมือง เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนให้มากที่สุด อาจดำเนินการได้ ดังนี้
1. การอุดช่องโหว่ทางกฎหมายและการผังเมือง (Regulatory & Zoning)
1.1.กำหนดนิยามประเภทอาคารเฉพาะ ใช้คำนิยาม "Data Center" ที่เพิ่งได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ นำไปปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคารแยกต่างหากจากคลังสินค้าทั่วไป
1.2.บังคับทำEIA โดยกำหนดให้ Data Center ขนาดใหญ่ที่มีกำลังการใช้ไฟหรือขนาดพื้นที่ตามเกณฑ์ ต้องผ่านการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนได้รับใบอนุญาต
1.3.จัดโซนนิ่ง (Zoning) จำกัดการก่อสร้างให้อยู่ในผังเมืองเขตอุตสาห กรรม (สีม่วง) หรือเขตพาณิชยกรรมเฉพาะที่ไม่หนาแน่น ห้ามสร้างในเขตชุมชนหนาแน่นหรือใกล้โรงพยาบาล
2. การควบคุมความปลอดภัยและการใช้ทรัพยากร (Resource & Hazard Management)
2.1.คุมเข้มคลังน้ำมันสำรอง บังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเคร่งครัด โดยตรวจสอบปริมาณการกักเก็บน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุก เฉิน ติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยและการระเบิดขั้นสูง รวมถึงป้องกันไม่ให้มีกลิ่นและคราบน้ำมันรั่วไหลลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ
2.2.แยกโครงสร้างพื้นฐาน (น้ำ-ไฟ)
โดยการไฟฟ้าและการประปาต้องยืน ยันและแยกสายส่ง-ท่อจ่ายไฟและน้ำของ Data Center ออกจากระบบจ่ายไฟและน้ำส่วนรวมของประชาชนอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันปัญหาแย่งใช้ทรัพ ยากร
2.3.บังคับใช้พลังงานสะอาด สนับสนุนหรือบังคับให้ใช้พลังงานหมุนเวียนด้วย (เช่น โซลาร์รูฟท็อป) เพื่อลดภาระของกริดไฟฟ้าหลัก
3.. การจัดการมลพิษทางสิ่งแวดล้อมภายในสถานประกอบการ (Environ mental working area Controls)
3.1.ระบบหล่อเย็นแบบปิด (Closed- Loop Cooling) บังคับให้ใช้ระบบหมุน เวียนน้ำภายในเพื่อลดการสิ้นเปลืองน้ำ และน้ำที่ระบายออกต้องผ่านการบำบัด ลดอุณหภูมิ และตรวจสารเคมีปนเปื้อนก่อนปล่อยสู่ภายนอก
3.2.ควบคุมเกาะความร้อน (Urban Heat Island) ติดตั้งแนวระบายความร้อนที่พ่นขึ้นสู่ด้านบนในระดับสูง ไม่พ่นออกด้านข้างใส่ชุมชนและรอบอาคารต้องทำแนวพื้นที่สีเขียว (Green Buffer Zone) ปลูกต้นไม้หนาแน่นเพื่อดูดซับความร้อนและกลิ่น
3.3.กำแพงกั้นเสียง (Sound Barriers) ติดตั้งวัสดุซับเสียงและกำแพงกั้นเสียงบริเวณเครื่องจักรรวมถึงหอหล่อเย็น (Cooling Tower) เพื่อลดมลพิษทางเสียงที่ดังต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งรบกวนการนอนหลับของชาวบ้าน
4.การเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วม (Transparency & Community Engagement)
4.1.ทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) เปิดให้ประชาชนในพื้นที่รอบข้างรับทราบข้อมูลและร่วมแสดงความคิดเห็นก่อนเริ่มโครงการ
4.1.ตั้งคณะกรรมการร่วมตรวจสอบให้มีตัวแทนชุมชน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญ เข้าตรวจวัดค่าความร้อน เสียงและมลพิษทางอากาศ (ฝุ่นควันจากการทดสอบเครื่องปั่นไฟ)รวมทั้งสิ่งแวดล้อม เป็นระยะๆ
#แฟ้มภาพ
#ดาต้าเซนเตอร์
ข่าวทั้งหมด