ศาลแมนฮัตตัน ชี้ รัฐบาลระงับวีซ่าย้ายถิ่น 75 ประเทศ รวมถึงไทย ขัดกฎหมาย

วันนี้, 10:00น.


          ผู้พิพากษาเจเน็ตต์ วาร์กัส แห่ง ศาลแขวงสหรัฐในแมนฮัตตัน กล่าวว่า นโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐประกาศเมื่อเดือน ม.ค. “ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน” และขัดต่อกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง ซึ่งได้ตัดอำนาจของ รมว.การต่างประเทศ ในการดำเนินการเรื่องวีซ่าผู้อพยพของเจ้าหน้าที่กงสุลไว้อย่างชัดเจน เธอกล่าวว่า นโยบายดังกล่าว ซึ่งห้ามการออกวีซ่าผู้อพยพอย่างเด็ดขาด โดยพิจารณาจากสัญชาติของผู้สมัคร ถือเป็นการยกเลิกกรอบกฎหมายนี้โดยตรง



          การระงับส่งผลกระทบต่อผู้สมัครจากประเทศในลาตินอเมริกา เช่น บราซิล โคลอมเบีย และอุรุกวัย ประเทศในแถบคาบสมุทรบอลข่าน เช่น บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และแอลเบเนีย และประเทศในเอเชียใต้ เช่น ปากีสถาน และบังกลาเทศ รวมถึงประเทศไทย และอีกหลายประเทศในแอฟริกา ตะวันออกกลาง แคริบเบียน



          กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอ้างว่า ผู้สมัครจากประเทศเหล่านั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นภาระของภาครัฐ และต้องพึ่งพาทรัพยากรของรัฐบาลท้องถิ่น รัฐ และรัฐบาลกลาง



          คดีฟ้องร้องดังกล่าวถูกยื่นโดยกลุ่มสิทธิผู้อพยพ เครือข่ายกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองคาทอลิก (Catholic Legal Immigration Network) และกลุ่มชุมชุนแอฟริกัน (African Communities Together) ร่วมกับผู้สมัครขอวีซ่าผู้อพยพ และพลเมืองสหรัฐที่ให้การสนับสนุนสมาชิกในครอบครัว จากประเทศที่ปรากฏอยู่ในรายชื่อทั้ง 75 ประเทศ.



          นโยบายระงับออกวีซ่าย้ายถิ่นฐานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมีนาคม มีผลกระทบครอบคลุมพลเรือนผู้สมัครจากละตินอเมริกา ประกอบด้วยบราซิล, โคลอมเบีย และอุรุกวัย และบรรดาประเทศบอลข่านอย่างบอสเนียและแอลเบเนีย รวมไปถึงชาติในเอเชียใต้อย่างปากีสถานและบังกลาเทศ นอกจากนี้แล้วยังนับรวมหลายประเทศในแอฟริกา, ตะวันออกกลางและแถบแคริบเบียน



          ฟ็อกซ์นิวส์รายงานเมื่อเดือนมกราคม ว่าประเทศที่อยู่ในข่ายดังกล่าว มีทั้ง โซมาเลีย รัสเซีย อัฟกานิสถาน บราซิล อิหร่าน อิรัก อียิปต์ ไนจีเรีย ไทย เยเมน และประเทศอื่นๆ อีกจำนวนมาก



          ผู้พิพากษาวาร์กัส ระบุว่า ตามกฎหมาย การพิจารณาว่าใครจะกลายเป็นภาระของรัฐ เจ้าหน้าที่กงสุลจะต้องประเมินจากสถานะทางการเงิน อายุ สุขภาพ ทักษะ และสถานะครอบครัวของ “บุคคลนั้นๆ” เป็นรายกรณี แต่นโยบายนี้กลับสั่งให้ปฏิเสธวีซ่าโดยตัดสินจาก “ประเทศต้นทาง” เพียงอย่างเดียว



          นอกจากนี้แล้วผู้พิพากษาวาร์กัส ยังกล่าวต่อว่า นโยบายดังกล่าวขัดต่อกฎหมายปี 1965 ที่ห้ามการเลือกปฏิบัติด้วยสัญชาติในการอนุญาตออกวีซ่า และละเมิดข้อบังคับที่ห้ามไม่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้ามาก้าวก่ายการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่กงสุลในกรณีรายบุคคล



          ก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯระบุว่าพวกผู้สมัครจากชาติต่างๆเหล่านี้ มีความเสี่ยงสูงที่กลายเป็นภาระของภาครัฐและต้องพึ่งพาขอความช่วยเหลือด้านทรัพยากรจากจากหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับรัฐ และระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ" อย่างไรก็ตามทางกระทรวงฯยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำพิพากษาของศาล



          คำพิพากษานี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้ดำเนินมาตรการปราบปรามการเข้าเมืองอย่างเข้มงวด ที่เขาบอกว่ามีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความมั่นคงภายในประเทศ



          อย่างไรก็ตามพวกกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าการปราบปรามละเมิดสิทธิการแสดงออก และสิทธิในกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ ซึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเพ่งเล็งตัวบุคคล โดยใช้เชื้อชาติเป็นเกณฑ์



 



#ทรัมป์แพ้คดี



#กฎหมายย้ายถิ่น 



 

ข่าวทั้งหมด

X