นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เสนอมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาให้ ครม.รับทราบ เพื่อขอความร่วมมือทุกส่วนราชการที่มีสถานศึกษาในสังกัด นำประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ไปปรับใช้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยเร่งด่วน สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา
การะทรวงศึกษาได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกำหนดมาตรการสำคัญ 7 ประการ ได้แก่
1.การจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ เสรีภาพ และความปลอดภัย ประจำสถานศึกษาทุกแห่ง
2.การเร่งจัดทำกฎหมายแม่บท โดยอยู่ระหว่างยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฯ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมายถึงวันที่ 9 กันยายนนี้ ก่อนเร่งเสนอสภาฯ
3.การตรวจค้นและคัดกรอง สิ่งผิดกฎหมาย อาวุธ และของอันตราย ก่อนเข้าพื้นที่สถานศึกษาอย่างเข้มงวด
4.การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต แก่นักเรียน ครู และบุคลากร
5.การเตรียมความพร้อมเปิดเรียน ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 โดยประสานคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (ทีม MCATT) กรมสุขภาพจิต และนักจิตวิทยาเขตพื้นที่ เข้าดูแลอย่างใกล้ชิด
6.การดูแลฟื้นฟูต่อเนื่อง โดยจะประเมินและคัดกรองสภาพจิตใจในระยะ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และ
7.ให้สถานศึกษาเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย
ด้านร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ากระทรวงศึกษาธิการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณายกระดับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็น 'วาระแห่งชาติ' และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่เสนอ
สำหรับมาตรการที่มีผลทันที กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ให้สถานศึกษาดำเนินการทันที โดยกำหนดให้เป็น “เขตพื้นที่ปลอดภัย (School Safety Zone)” พร้อมจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัยประจำสถานศึกษา จัดทำและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน และบูรณาการการทำงานกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หัวใจสำคัญคือการป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ด้วยการตรวจค้นและคัดกรองอาวุธ สิ่งผิดกฎหมายและสิ่งของอันตรายก่อนเข้าสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการจัดระบบดูแลสุขภาพจิต เพื่อให้มาตรการความปลอดภัยครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากร
ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการเร่งดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยทำงานร่วมกับนักจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทีม MCATT ของกรมสุขภาพจิต พร้อมเตรียม “ห้องพักใจ (Safe Room)” เพื่อเป็นพื้นที่ช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจและเตรียมความพร้อมครูและผู้ปกครอง เพื่อให้สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างเหมาะสมก่อนกลับเข้าสู่การเรียนตามปกติ
ส่วนการวางระบบระยะยาว ศธ.อยู่ระหว่างจัดทำกฎหมายแม่บทด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อวางระบบการดูแลนักเรียนและนักศึกษาอย่างยั่งยืน พร้อมติดตามและประเมินสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงคัดกรองภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ PTSD ในระยะ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน เพื่อให้การเยียวยาไม่จบลงเพียงหลังเหตุการณ์ แต่ดูแลต่อเนื่องจนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจและจะไม่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ไข แต่จะเร่งป้องกัน เตรียมพร้อมและดูแลเด็กทั้งกายและใจ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะประสานขอความร่วมมือไปยังทุกกระทรวงที่มีสถานศึกษาในสังกัด ให้นำมาตรการความปลอดภัยไปปรับใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้เรียนให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ และสร้างความมั่นใจให้เด็ก ครู และผู้ปกครองว่าโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้และการใช้ชีวิตของเด็กทุกคน




#ความปลอดภัยในโรงเรียน
ข่าวทั้งหมด