กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกคำสั่งเร่งด่วนให้ภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเร่งการผลิตอาวุธ และการส่งมอบเพื่อเติมเต็มคลังอาวุธที่ลดลง
ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจต่อรายงานข่าวเรื่องการขาดแคลนอาวุธ ยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ได้เผชิญกับความเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ใดๆ หลังจากสงครามต่ออิหร่านดำเนินมา 5 เดือน
นายฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า กระทรวงกำลังเพิ่มความพยายามในการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับภัยคุกคาม ซึ่งดำเนินการมาก่อนที่จะมีความขัดแย้งกับอิหร่าน
เมื่อวันพุธ (5 ส.ค.69) นายสตีฟ ไฟน์เบิร์ก รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกคำสั่งถึงผู้นำในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ให้เวลาไม่เกิน 21 วันในการส่งแผนงานเพื่อให้มีการส่งมอบที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบุว่า การพัฒนาที่ใช้เวลานานหลายปีนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
นายพาร์เนลล์ยืนยันว่าบันทึกของนายไฟน์เบิร์ก ที่ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมหารเร่งการผลิตอาวุธ เป็นเรื่องจริง และจะนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบร่างงบประมาณประจำปี 2571 ที่จะเสนอต่อสภาคองเกรสต่อไป
อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายงบประมาณด้านกลาโหม ที่อยู่ในการพิจารณาของสภาคองเกรสในปัจจุบันถูกต่อต้าน เนื่องจากสมาชิกไม่พอใจปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และการที่ทำเนียบขาวที่ต้องการเพิ่มงบประมาณกระทรวงกลาโหม จาก 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีก่อน เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้จะมีการเพิ่มงบประมาณ แต่ก็อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีในการฟื้นฟูระบบป้องกันขีปนาวุธ Patriot และ THAAD ให้กลับสู่ระดับก่อนสงคราม
ศูนย์ข่าวกรองความมั่นคงแห่งชาติ (CSIS) ประเมินเมื่อเดือนที่แล้ว (ก.ค.) ว่า จำนวนระบบป้องกันขีปนาวุธ Patriot ลดลงจาก 2,330 ลูกก่อนสงคราม เหลือ 1,030 ลูกเมื่อข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน และคาดว่าปัจจุบันมีขีปนาวุธคงเหลืออยู่ระหว่าง 759 ถึง 827 ลูก ซึ่งลดลงอย่างน้อยร้อยละ 65 นับตั้งแต่ก่อนเริ่มความขัดแย้ง
ส่วนระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ลดลงจาก 452 ลูกก่อนสงคราม เหลือเพียง 232-262 ลูกในช่วงเริ่มต้นของการหยุดยิงในเดือนเมษายน สหรัฐฯ สามารถเติมเต็มคลังอาวุธบางส่วนได้จนมีจำนวน 234-278 ลูก แต่คลังอาวุธโดยรวมยังคงน้อยกว่าก่อนเกิดความขัดแย้งอย่างน้อยร้อยละ 38
...
#กลาโหมสหรัฐ
#ระบบป้องกันขีปนาวุธ
ข่าวทั้งหมด