พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) กล่าวถึงแนวทางทางคดีไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ว่า กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ขึ้นมา เฉพาะในรูปแบบของคณะกรรมการ เพื่อควบคุมดูแลสำนวนคดี โดยแบ่งพยานบุคคลและผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 6 กลุ่ม ขณะนี้สอบปากคำพยานไปแล้ว 34 ปาก จากที่ตั้งไว้ประมาณ 70 ปาก ซึ่งคำให้การของกลุ่มพนักงานและลูกค้าพบข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมาก
ส่วนการดำเนินคดีและตั้งข้อหากับผู้ประกอบการ จะต้องพิจารณาแยกข้อเท็จจริง เน้นไปที่ความผิดปกติและการตั้งข้อหาดำเนินคดีต่าง ๆ ซึ่งอาจมีมากกว่าข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยอาจมีข้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร หรือข้อหาเป็นเหตุทำให้เกิดเพลิงไหม้ ซึ่งการสรุปประเด็นความผิด พนักงานสอบสวนจะต้องนำข้อมูล 2 ส่วนมาพิจารณาแยกกันคือ สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ และสาเหตุของการเสียชีวิต
สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตจะพิจารณาจากผลชันสูตรของแพทย์นิติเวช ว่าเกิดจากการขาดอากาศหายใจหรือสำลักควันพิษหรือไม่ เพื่อตอบคำถามว่า เหตุใดจึงมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ เป็นหน้าที่ของกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งวันนี้ (14 ก.ค.) เป็นการลงพื้นที่ตรวจสอบรายละเอียด บริเวณด้านบนของอาคารเป็นครั้งที่ 3 และคาดว่าจะเป็นวันสุดท้ายในการเข้าตรวจสอบของทีมพิสูจน์หลักฐาน
ตำรวจจะเริ่มสอบสวนตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอาคารหลังดังกล่าวว่าก่อสร้างเมื่อใด มีการเข้าตรวจสอบอาคารเมื่อใด สภาพขณะตรวจสอบเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้สร้าง ที่ผ่านมามีการปรับปรุง ตกแต่ง ต่อเติม หรือมีการเปลี่ยนมือผู้ประกอบการอย่างไรบ้าง รวมถึงสภาพภายในและภายนอก ก่อนเกิดเหตุเป็นอย่างไร เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่าสภาพในวันเกิดเหตุตรงตามใบอนุญาตที่ยื่นขอไว้หรือไม่
หากพบว่าไม่มีการเตรียมทางหนีไฟที่ชัดเจน มีการล็อคประตูหนีไฟ หรือระบบความปลอดภัยล้มเหลว จนทำให้ลูกค้าไม่สามารถหนีออกมาได้จริงในวันเกิดเหตุ จะเข้าข่ายกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บสาหัสทันที
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ หลังจากพบว่ามีข้อมูลของผู้อยู่ในเหตุการณ์ย้อนแย้ง ระหว่างรายงานการตรวจสภาพอาคารของรัฐ ซึ่งเพิ่งมีการเข้าตรวจครั้งล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย.2569 ที่ระบุว่า ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่กลับขัดแย้งกับคำให้การของผู้ประสบภัยในวันเกิดเหตุ ที่ยืนยันตรงกันว่ามองไม่เห็นป้ายบอกทางหนีไฟ หรือระบบไฟและประตูใช้งานไม่ได้จริง
ทั้งนี้จะเรียกเจ้าหน้าที่ชุดที่ลงตรวจเมื่อเดือน เม.ย.2569 เข้ามาสอบปากคำ พร้อมตรวจสอบเอกสารการตรวจทั้งหมด หากพบว่ามีข้อบกพร่องที่ถูกละเลย แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับลงนามผ่านเอกสาร ก็อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 หรือร่วมประมาททันที
#สอบปากคำพยาน
#สอบเจ้าหน้าที่เขตตรวจอาคาร
ข่าวทั้งหมด