เศรษฐกิจไทย ปรับตัว รับเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลดความเสี่ยงด้านพลังงานแต่ราคาสินค้ายังไม่ลด

วันนี้, 10:49น.


          การยุติสงคราม 60 วัน ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน  นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยถึงการประเมินในเบื้องต้นของ สนค.ว่า



1.ด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ลดลงจะส่งผลกระทบให้ภาวะเงินเฟ้อไทยชะลอตัว (หรือเพิ่มขึ้นในอัตราลดลง) หากการลงนามและการดำเนินการตามข้อตกลงเป็นไปอย่างราบรื่นจะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ข้อสังเกต เนื่องจากโครงสร้างราคาน้ำมันของไทยที่ภาครัฐจำเป็นต้องบริหารจัดการสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันมีสถานะติดลบประมาณ 57,000 ล้านบาท (ณ 17 มิถุนายน 2569) อาจทำให้รัฐบาลลดราคาหน้าสถานีบริการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ “เงินเฟ้อหมวดพลังงาน” ของไทยไม่ได้ลดลงรวดเร็วเท่ากับภาวะตลาดโลก



2.การลดลงของสินค้าและบริการอื่นๆ ในตะกร้าเงินเฟ้อ โดยหมวดอาหารสด (ผัก ผลไม้) มีแนวโน้มราคาลดลงตามต้นทุนปุ๋ยเคมีที่ราคาลดลง และผลผลิตปุ๋ยที่จะทยอยเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ผนวกกับค่าขนส่งที่ลดลงตามราคาน้ำมัน ส่วนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ มีแนวโน้มลดลงตามการลดลงของราคาสินค้าวัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตน้ำมัน เช่น ปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก (ที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์) ทั้งนี้ ข้อสังเกต ราคาอาหารสำเร็จรูป (สัดส่วนน้ำหนัก 16.65% ณ เดือนพฤษภาคม 2569) อาจทรงตัว เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้มักไม่ปรับลดลง



3.ผลต่อเศรษฐกิจโลกและพลังงาน การคลี่คลายของสถานการณ์ส่งผลเชิงบวกต่อตลาดการเงินและตลาดพลังงานโลก



4.ผลต่อการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน  การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ โดยมีผลสำคัญ ได้แก่ 1.ประเทศผู้ส่งออกพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจะสามารถกลับมาส่งออกได้มากขึ้น โดยซาอุดีอาระเบียเคยส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเฉลี่ยกว่า 5.3 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนเกิดวิกฤต 2.อุปสงค์นำเข้าจากตะวันออกกลางมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศผู้ส่งออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 3.ค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่งมีแนวโน้มปรับลดลง ช่วยลดต้นทุนการค้าและสนับสนุนการฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานโลก



5.นัยต่อภาคการส่งออกของไทย ปัจจัยสนับสนุนจากราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและการขนส่งของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น และการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งไปยังตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดนำเข้าสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศโดยการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่ออุปสงค์สินค้าและบรรยากาศการค้าในภูมิภาค



          สรุป การเปิดช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดความเสี่ยงด้านพลังงานและเอื้อต่อการฟื้นตัวของการค้าโลกในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกำหนดทิศทางการส่งออกไทยในระยะต่อไปยังคงอยู่ที่การฟื้นตัวของอุปสงค์โลก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด



          ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ การชะลอการลดราคาสินค้า แม้ต้นทุนค่าขนส่งและน้ำมันมีสัญญาณปรับลดลง แต่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่อาจยังไม่ปรับลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลงทันที เนื่องจากยังมีความกังวลต่อปัจจัย



+++ความไม่แน่นอนของข้อตกลง-ทั้งสองฝ่ายยังต้องเจรจาเพิ่มเติมภายใน 60 วันหลังการลงนาม หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในประเด็นที่ละเอียดอ่อน อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ได้



+++ความท้าทายในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน-ส่งผลราคาน้ำมันและพลังงานอาจยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากระยะเวลาในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งที่ผ่านมา เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในทะเล การจัดการเส้นทางเดินเรือ ปัญหาบริษัทประกันภัยปฏิเสธการคุ้มครองเรือเดินสมุทร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในกาตาร์ที่เสียหายหนักจนต้องใช้เวลาซ่อมแซมยาวนานถึง 3-5 ปี



          ทั้งนี้ สนค.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทบทวนตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อหากมีเหตุที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะประกาศตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อในการแถลงข่าวดัชนีเศรษฐกิจการค้าประจำเดือนมิถุนายน 2569 ที่กำหนดแถลงวันที่ 6 กรกฎาคม สำหรับภาวะการค้าระหว่างประเทศเดือนมิถุนายน 2569 และช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 จะแถลงในวันที่ 26 มิถุนายน



 



 

ข่าวทั้งหมด

X