ชัชชาติ ชู นโยบาย งัด 3 โปรฯ แจกสุขภาพดี หนุนสูงวัยแฮปปี้-มีตังค์ใช้

วันนี้, 14:44น.


          เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา (วัดทองบน) กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 พร้อมด้วยทีม ’กรุงเทพฯ ทำงาน’ หรืออดีตผู้บริหารกทม.ชุดเดิม อาทิ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ ลงพื้นที่หาเสียง เขตยานนาวา โดยมี ดร.ลิขิต ผอ.โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา ร่วมให้ข้อมูล



          สำหรับประเด็นในวันนี้ ทีมกรุงเทพฯ ทำงาน นำเสนอนโยบายเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ เตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัย ที่ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เมืองต้องไม่มองผู้สูงอายุเป็นภาระ จึงมีแนวทางผลักดันนโยบายที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย-ใจ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาทักษะใหม่ และโอกาสในการประกอบอาชีพ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี รู้สึกตนเองมีคุณค่า พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนเมืองได้อย่างเต็มศักยภาพ



          นายชัชชาติกล่าวว่า ตนได้มีการพูดคุยนโยบายกับทางโรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา ว่าจริงๆ แล้วเรื่องผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ กับกรุงเทพฯ เพราะว่ากรุงเทพฯ มีผู้สูงอายุถึง 1.2 ล้านคน มากที่สุดในประเทศไทย สัดส่วนผู้สูงอายุเราอยู่ที่ 21% เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องของ กทม.ที่ต้องดูแลเป็นอย่างมาก ซึ่งการเน้นการดูแลให้ผู้สูงอายุไม่เหงาและไม่ป่วย มีตังค์ใช้ หลักๆ คือ 3 เรื่อง เรื่องสุขภาพ กิจกรรมต่างๆ และเศรษฐกิจ



           เรื่องสุขภาพสำคัญ เรามีโครงการที่จะทำศูนย์โรงเรียน โรงพยาบาล ให้ผู้สูงอายุบางขุนเทียน ให้เป็นศูนย์กลางผู้สูงอายุที่ครบวงจร “ผู้สูงอายุที่ติดเตียง หรือว่ามีปัญหาในการกลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ ให้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ฟรี ซึ่งตอนนี้ดำเนินการอยู่แล้วของ สปสช. โดยเฉลี่ยประมาณเดือนละ 20,000ชิ้น ถ้ามีใครต้องการสามารถแจ้งผ่านทาง Traffy Fondue ได้ เราจะเพิ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุให้เป็น 5,000 คนทั่วกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้น เรื่องสุขภาพต้องดูแลให้ครบวงจร และต้องอาศัยเครือข่ายของกรุงเทพฯ” นายชัชาติกล่าว และว่า นี่คือเรื่องเกี่ยวกับสภาพจิตใจ กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ เป็นตัวอย่างที่ดีผู้สูงอายุ ที่ได้มาเจอกัน



          ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีโรงเรียนผู้สูงอายุ อยู่ 14 แห่ง ทั้งประเทศมี 3,000 กว่าแห่ง จะขยายโรงเรียนผู้สูงอายุให้ครบ 50 แห่ง บางแห่งอาจจะเป็นของเอกชน บางแห่งเป็นของ กทม.เอง เพราะว่า กทม.ก็ต้องออกข้อบัญญัติช่วยเหลือโรงเรียนผู้สูงอายุของเอกชนด้วย เหมือนที่เราทำกับศูนย์เด็กต่างๆ เรามีกิจกรรม สปสช.พวกทำแอโรบิกต่างๆ ลงไปในชุมชน



            จะขยายให้ครบมากที่สุดเลยแต่ปัจจุบันมีอยู่ 2,000 โครงการ ใช้งบตรงนี้ลงไปเพื่อให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมแอโรบิก ไทยเก๊ก โยคะ หรือว่าร้องเพลงในชุมชนจะได้มีความสบายใจมากขึ้น เราจะมีชมรมผู้สูงอายุปัจจุบันเรามี 490 แห่งดูแลผู้สูงอายุ 50,000 คน ใน 4 ปีจะขยายให้ไป 1,000 แห่ง ดูแลอย่างน้อย 100,000 คน



          นอกจากนั้น ยังจะทำศูนย์กลางรวบรวมผู้สูงอายุที่มีความสามารถอยู่ แล้วก็ให้คนที่ต้องการมาเจอผ่านแพลตฟอร์ม อาจจะเอาคอนโดแถวนี้ที่ต้องการคนที่ทำประปาเป็น ช่างไฟฟ้า ผู้ดูแลเด็กหรือว่าซักผ้า รีดผ้า เย็บผ้าเอามาเจอกัน เราก็คิดว่าแพลตฟอร์มนี้จะสร้างงานได้อย่างน้อย 10,000 งานให้กับผู้สูงอายุ ไม่ใช่เงินเรา แต่เอาเอกชนมาเจอกับผู้สูงอายุ



          อย่างที่เรามีทำโครงการกับ The Coffee Club ไปเจอผู้สูงอายุอายุ 60 กว่ามาทำงานที่ The Coffee Clubก็ทำงาน 7 ชั่วโมงและเป็นผู้ที่สูงอายุที่ทำงานด้วยความสุข มีระเบียบวินัย บริการลูกค้าได้ดี กับผู้สูงอายุก็มีความสุขที่มีงานทำแล้วก็ยังมีคุณค่าแล้วก็สามารถมีรายได้ดูแลตัวเอง ฝึกอาชีพให้ผู้สูงอายุโครงการผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางออนไลน์หรือว่าเป็นศูนย์ฝึกอาชีพ โรงเรียนฝึกอาชีพของกทม. ก็จะมีหลักสูตรที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ ให้มีความรู้ ความสามารถ ทำรายได้ได้”



 

ข่าวทั้งหมด

X