สหรัฐโจมตี ฐานขีปนาวุธ-เรืออิหร่าน ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ดึงราคาน้ำมันในตลาดเอเชีย พุ่งเกือบ 2%

วันนี้, 08:29น.


          กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้เกิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอีกครั้ง พุ่งเป้าไปยังเรือที่พยายามวางทุ่นระเบิด รวมถึงฐานยิงขีปนาวุธในภาคใต้ของอิหร่าน โดยระบุว่าเป็นการดำเนินการเพื่อปกป้องกองกำลังสหรัฐฯ จากภัยคุกคามของกองกำลังอิหร่าน



          ก่อนหน้านี้ สื่ออิหร่านรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า ได้ยินเสียงระเบิดในเมืองบันดาร์อับบาส และพื้นที่ชายฝั่งใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ



          กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซนต์คอม (US Central Command - CENTCOM) ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นปฏิบัติการทางทหารในลักษณะ "การโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง" โดยพุ่งเป้าทำลายล้างฐานยิงขีปนาวุธและเรือรบขนาดเล็กของประเทศอิหร่าน ในบริเวณพื้นที่ยุทธศาสตร์รอบช่องแคบฮอร์มุซและภาคใต้ของอิหร่าน



ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวการณ์อันเปราะบาง เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศกำลังอยู่ในช่วงการประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวและอยู่ในระหว่างกระบวนการเจรจาทางการทูตเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินอยู่



          พ.ท.ทิโมธี ฮอว์กินส์ โฆษกประจำกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้เปิดเผยต่อ CNN ว่า การโจมตีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปกป้องชีวิตของกำลังพลอเมริกันให้รอดพ้นจากภัยคุกคามอันร้ายแรง ซึ่งการข่าวระบุว่าฝ่ายอิหร่านกำลังพยายามนำเรือออกไปติดตั้งทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือสากล อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยืนยันว่ายังคงยึดมั่นในมาตรการอดกลั้นอย่างสูงสุดภายใต้กรอบข้อตกลงหยุดยิงที่มีร่วมกัน



           ในเวลาต่อมาไม่นาน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน หรือ ไออาร์จีซี (IRGC) แถลงว่า มีเสียงระเบิดดังสนั่นติดต่อกันหลายระลอกใกล้กับบริเวณสนามบินพาณิชย์บันดาร์อับบาส ส่งผลให้กองทัพต้องประกาศเปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศในพื้นที่ทันทีเพื่อเตรียมพร้อมสกัดกั้นและทำลายวัตถุเป้าหมายของฝ่ายศัตรูที่อาจล่วงล้ำเข้ามาในน่านฟ้า ขณะที่สำนักข่าวแห่งรัฐอิหร่าน และสำนักข่าวฟาร์ส ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการ ได้รายงานข้อมูลสอดคล้องกันจากคำบอกเล่าของประจักษ์พยานในพื้นที่ว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นรอบ ๆ เมืองในช่วงเวลาเที่ยงคืน รวมถึงมีการรับรู้ถึงแรงระเบิดในพื้นที่ใกล้เคียงกับอ่าวเปอร์เซีย อาทิ เมืองสิริก และเมืองจาสก์



          ปฏิบัติการในครั้งนี้จึงยิ่งสร้างความกังวลให้แก่ประชาคมโลกต่ออนาคตของการเจรจาสันติภาพที่อาจจะต้องหยุดชะงักลงจากความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น



          ส่งผลทำให้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวขึ้นเกือบ 2% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (26 พ.ค.) ที่ตลาดเอเชีย หลังสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมากดดันตลาดอีกครั้ง จากการที่กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางตอนใต้ของอิหร่านเวลา 07.06 น. ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 1.40 ดอลลาร์สหรัฐ แตะระดับ 97.56 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากร่วงลงถึง 7% เมื่อวานนี้



          ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 91.25 ดอลลาร์สหรัฐ ขยับขึ้นเล็กน้อยจากราคาซื้อขายล่าสุดของเมื่อวานนี้ แต่ยังต่ำกว่าระดับปิดวันศุกร์ 5.30 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5.5%



          ขณะเดียวกัน ความพยายามในการเจรจายุติสงครามยังคงดำเนินต่อไป โดยหัวหน้าคณะเจรจาและรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านได้เดินทางไปยังกรุงโดฮา เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีกาตาร์เกี่ยวกับแนวทางทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานาน 3 เดือน



          นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น อิหร่านได้สกัดกั้นการขนส่งทางเรือที่ไม่ใช่ของอิหร่านเกือบทั้งหมดทั้งขาเข้าและขาออกจากอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซทั่วโลกราว 20% หยุดชะงัก และทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นมากกว่า 50%



 



 



#น้ำมันโลก 



#สหรัฐโจมตีอิหร่าน 



แฟ้มภาพ

ข่าวทั้งหมด

X