นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยในช่วง 4 เดือนแรกปี 69 ยังส่งออกได้อยู่ในทุกตลาด ยกเว้นตลาดตะวันออกกลางที่ส่งออกไม่ได้มา 3 เดือน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ส่งผลให้สถิติส่งออกข้าวไทย 4 เดือน ส่งออกได้เพียง 2.2 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ และมีอัตราเฉลี่ยต่อเดือนไปตลอดทั้งปีจะส่งผลให้การส่งออกทำได้เพียง 6.6 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7 ล้านตัน
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดส่งออกต่ำกว่าเป้า คือ การสูญเสียตลาดอิรัก ซึ่งในภาวะปกติไทยส่งออกข้าวไปเฉลี่ยเดือนละ 80,000–90,000 ตัน หรือคิดเป็นปีละ 1 ล้านตัน นับเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของไทย ภายหลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การส่งออกไปอิรักต้องหยุดชะงักลงสิ้นเชิง เนื่องจากเรือออกเดินทางไม่ได้
“ตั้งแต่เกิดสงคราม ยังไม่มีการส่งออกไปยังอิรักได้แม้แต่ครั้งเดียว ส่งผลให้ใน 3 เดือนที่ผ่านมา ไทยสูญเสียปริมาณส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางไปกว่า 200,000 ตัน”
แม้จะสูญเสียตลาดตะวันออกกลางแต่ในตลาดภูมิภาคเอเชีย ยังคงเป็นปัจจัยพยุงยอดส่งออกได้ โดยเฉพาะมาเลเซียและฟิลิปปินส์ที่มีความต้องการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น โดยมาเลเซีย ได้ขยายปริมาณสต็อกข้าวสำรองจากระดับ 3 เดือน เป็น 9 เดือน ซึ่งส่งผลให้ต้องเพิ่มการจัดซื้อในปริมาณมากเพื่อรองรับการสำรองที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนั้น การส่งออกข้าวไทยยังได้รับแรงกดดันจากต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ค่าระวางเรือ รวมถึงค่าประกันภัยได้ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 20% ตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าการจำหน่ายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ไทย-จีน ว่าไทยได้ส่งมอบข้าวจีทูจีลอตแรกให้จีนแล้ว 40,000 ตัน ในช่วงต้นปี69 ขณะนี้ยังคงเจรจาเตรียมส่งมอบข้าวลอตสอง ซึ่งจีนยังต้องการนำเข้าข้าวจากไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะมีการส่งออกอีก 50,000–60,000 ตัน
สำหรับปี 2569 คาดว่าจะมีการสั่งซื้อข้าวอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อตกลงเดิม ปัจจุบันมีกรอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) อยู่ที่ 280,000 ตัน และกรมฯ เตรียมเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาขยายปริมาณสัญญาเพิ่มเติมอีก 220,000 ตัน เพื่อให้ครอบคลุมเป้าหมายรวม 500,000 ตัน ตามแผนที่กำหนดไว้
#ส่งออกข้าวปี2569
ข่าวทั้งหมด