อ้างบุญคุณ! ตำรวจสมุทรสาครคุมตัว 2 ผู้ต้องหาชิงทองห้างดังโคกขามทำแผน

วันนี้, 07:28น.


          เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 พ.ค.2569 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร (บก.ภ.จว.สมุทรสาคร) พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร, พ.ต.อ.จักรพงศ์ ตราบดี ผกก.สภ.โคกขาม และ ร้อยตรีประพันธ์ ถึกสกุล นายอำเภอเมืองสมุทรสาคร



แถลงผลจับกุมตัว นายรัฐธนินท์ หรือ โจ๊ก (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี และ นายนนทกร หรือ เข้ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาคร



          พฤติการณ์การก่อเหตุของคนร้ายนั้น จากเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2569 เวลา 19.50 น. นายโจ๊ก ได้เข้าไปชิงทองรูปพรรณที่ร้านทองเยาวราชกรุงเทพ ซึ่งตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ต.โคกขาม อ.เมืองสมุทรสาคร โดยสวมชุดไลน์แมน สวมหมวกปกคลุมใบหน้า เมื่อเข้าไปภายในร้าน ได้บอกว่ามีของมาส่ง แล้วชักอาวุธปืน (ปลอม) ออกมาข่มขู่พนักงาน ก่อนที่จะกระโดดข้ามตู้กระจกเข้าไปปลดทองรูปพรรณที่แขวนอยู่ ซึ่งจากการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพบว่า มีทองรูปพรรณสูญหายไปทั้งสิ้น 16 บาท



          จากนั้นคนร้ายได้หลบหนีไป แล้วก็ไปจอดรถจักรยานยนต์ทิ้งไว้ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่เกิดเหตุมากนัก ก่อนที่จะขึ้นรถเก๋งสีแดงที่มีนายเข้จอดรออยู่ แล้วก็ขับหลบหนีไปด้วยกัน โดยนายเข้ขับรถพาไปแวะพักที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นบ้านเกิด ก่อน แล้วจึงหนีต่อไปที่ จ.น่าน กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับกุมตัวทั้ง 2 คนไว้ได้พร้อมกันภายใน 36 ชั่วโมง



           ในชั้นจับกุม นายเข้ ให้การรับสารภาพว่า ร่วมกันก่อเหตุชิงทรัพย์ แต่พอนำตัวมาในชั้นสอบสวนกลับยังให้การภาคเสธ แต่ทางตำรวจก็มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ในส่วนของนายเข้ เคยถูกจับกุมมาก่อนหน้านี้ในคดีลักทรัพย์ผู้อื่นเป็นทองรูปพรรณเกือบ 300 บาท พื้นที่ จ.น่าน และยังมีคดีอื่น ๆ อีกเพียบ ต่อมาได้มาอยู่ที่จ.สมุทรสาคร มีบ้านพักอยู่ในพื้นที่แถว ต.บางโทรัด และก่อนที่ทั้ง 2 คนจะร่วมกันลงมือชิงทรัพย์นั้น



          จากคำให้การของนายโจ๊ก กล่าวว่า นายเข้ ได้มีการวางแผนมาอย่างดี โดยมีการมาดูลาดเลา 3-4 วันก่อนลงมือ ไปซื้อรถจักรยานยนต์มือสองมาไว้ก่อน 2 วัน แล้วนำรถจักรยานยนต์มาจอดไว้ในจุดที่จะทำการเปลี่ยนถ่ายรถ เป็นผู้จัดหาอาวุธปืนปลอม ชุดไลน์แมน เพื่อให้นายโจ๊กไปลงมือชิงทรัพย์



          เมื่อถึงวันที่นัดหมายเป็นผู้พานายโจ๊กมายังรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ แล้วก็ให้นายโจ๊กไปก่อเหตุ พอได้ทรัพย์มาแล้วก็เอารถจักรยานยนต์มาจอดทิ้งไว้ที่เดิม ก่อนพานายโจ๊กขึ้นรถยนต์หลบหนีไป ส่วนของกลางนั้นตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการติดตาม เพราะนายโจ๊กบอกว่า ทรัพย์ทั้งหมดอยู่ที่นายเข้ ส่วนนายเข้ ก็ยังไม่ยอมให้การใด ๆ ในชั้นสอบสวน



          ด้าน นายโจ๊ก รับสารภาพว่า ตนเป็นผู้ลงมือชิงทองจริง โดยที่ทำไปเพราะต้องการทดแทนบุญคุณพี่เข้ที่ให้ที่กินที่หลับนอน เนื่องจากตนตกงาน อีกทั้งยังมาจากความโลภเพราะนายเข้บอกจะแบ่งทองให้คนละครึ่ง แต่จนถึงขณะนี้ตนก็ยังไม่ได้ทองเลยสักบาท ได้แค่เงิน 3,000 บาทเท่านั้น



          ส่วนสาเหตุที่นายเข้วางแผนให้ตนไปชิงทองนั้น เชื่อได้ว่าน่าจะมาจากต้องการหาเงินไปใช้หนี้ เพราะตนเห็นมีคนมาทวงหนี้พี่เขาอยู่หลายครั้ง



          พล.ต.ท.พิสิฐ กล่าวด้วยว่า สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 2 คนนั้น มีหลักฐานเพียงพอในการดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่ในส่วนที่มีผู้โพสต์ข้อความอันเป็นการด้อยค่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ส่วนตนและผู้ปฏิบัติงานไม่ได้คิดที่จะไปเอาผิดประการใด แต่อยากจะฝากไว้ว่า อย่าใช้โซเชียลมาด้อยค่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย เพราะทุกคนทำงานด้วยความตั้งใจจริง แต่การจะจับกุมใครนั้นต้องขึ้นอยู่กับหลักฐานและความยากง่ายในการทำงาน จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานเพื่อความสงบสุขของสังคม



          ทั้งนี้ หลังจากที่ทำการแถลงข่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทาง ผบช.ภ.7 และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายโจ๊กไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย 



          ข้อกล่าวหา “ร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยมอมหน้าหรือทำด้วยประการอื่นเพื่อ ไม่เห็นหรือจำหน้าได้ โดยมีหรือใช้อาวุธ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือเพื่อพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้น การจับกุม ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือ ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ตามสมควรแก่พฤติการณ์



 



 

ข่าวทั้งหมด

X