กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เตือนว่า มีความเสี่ยงที่จะถดถอยหากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป และราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงต่ำกว่าร้อยละ 2 ในปีนี้ (2569) หมายความถึงการที่เศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ซึ่งเคยเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2523 โดยครั้งล่าสุดคือในช่วงการระบาดของโควิด-19
ราคาน้ำมันและก๊าซเพิ่มสูงขึ้นมากนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ (2569) จากนั้นอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ และการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว
IMF ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามอีกครั้ง โดยครั้งนี้เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง สภาวะที่รุนแรงที่สุดที่อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก ได้แก่ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีนี้ และแตะระดับ 125 ดอลลาร์ในปีหน้า (2570) ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้ออาจสูงถึงร้อยละ 6 ในปีหน้า ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
แต่หากความขัดแย้งคลี่คลายลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ภาคการผลิตและการส่งออกพลังงานจากตะวันออกกลางเริ่มกลับสู่ภาวะปกติภายในกลางปีนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 3.1 ในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ร้อยละ 3.3 นอกจากนี้ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าไว้ที่ร้อยละ 3.2 เช่นเดิม
ในบรรดาประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว IMF คาดการณ์ว่าสหราชอาณาจักรจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากสงครามอิหร่าน จึงปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจจากเดิมที่คาดไว้ที่ร้อยละ 1.3 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0.8 แต่คาดว่าสหราชอาณาจักรจะฟื้นตัวและเศรษฐกิจขยายตัวที่ร้อยละ 1.3 ในปีถัดไป
คาดว่า ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในแถบอ่าวเปอร์เซียมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง หรืออาจถึงขั้นหดตัวในปีนี้ โดยเศรษฐกิจของอิหร่านจะหดตัวลงร้อยละ 6.1 ในปีนี้ แต่จะฟื้นตัวขึ้นร้อยละ 3.2 ในปีหน้า หากสงครามยุติลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
แต่กาตาร์ ผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ ซึ่งโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างราสลาฟฟานถูกโจมตี ทำให้ต้องใช้เวลาในการซ่อมบำรุง IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของกาตาร์จะหดตัวลงร้อยละ 8.6 ในปี 2569 และจะเริ่มฟื้นตัวในปีถัดไป
IMF อธิบายว่า ความสามารถในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ รวมถึงความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ และความพร้อมของเส้นทางการส่งออกทางเลือกอื่น ๆ คาดการณ์ว่าประเทศผู้ส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางคาดว่าจะมีการฟื้นตัวในปีหน้า โดยอยู่บนสมมติฐานว่าการผลิตและการขนส่งพลังงานจะกลับสู่ภาวะปกติในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ข้อสันนิษฐานนี้ อาจต้องมีการแก้ไข หากระยะเวลาของความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป และมีการประเมินระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่
ขณะเดียวกันคาดว่ารัสเซียจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตร้อยละ 1.1 ในปีนี้และปีหน้า ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ร้อยละ 0.8 และร้อยละ 1 ตามลำดับ
...
#เศรษฐกิจโลก
#IMF
ข่าวทั้งหมด