รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ว่า สถานการณ์ความร้อนปีนี้ยังไม่ทุบสถิติปี 67โดยช่วงก่อนวันที่ 20 เมษายนนี้ จะเป็นช่วงที่มีวันที่ร้อนที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นสถิติที่เกิดขึ้นไปแล้วในอาทิตย์ที่แล้ว แม้ความรู้สึกของประชาชนจะรู้สึกว่าร้อนมาก
แม้ว่าเรายังไม่ได้เข้าสู่ปรากฎการณ์ El Nino ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีผลกระทบตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ไปถึงต้นปีหน้า โดยสภาพอากาศจะร้อนจัดในช่วงวันที่ 14-16 เมษายน สงกรานต์ปีนี้ (จ. กาญจนบุรี นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท และสุพรรณบุรี) ผลพวงของกิจกรรมมวลมนุษยชาติบนโลกจากการปล่อยแก๊สเรือนกระจก ทำให้โลกเข้าไปสู่สมดุลใหม่ (ดูรูปแนบ) โดยพลังงานที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์ถูกดูดซับไว้ในมหาสมุทร และบนแผ่นดินกว่า 91 และ 5 % ตามลำดับ ดังนั้น ทั้งอุณหภุมิน้ำทะเล และบนบกจึงสูงขึ้น ส่งผลกระทบกับทุกสรรพสิ่ง โลกร้อนยังอีกยาวไกล รุ่นลูกรุ่นหลานอีกหลายๆรุ่นจะได้รับผลกระทบรุนแรง
สาเหตุหลักเป็นเพราะปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ที่เรากำลังพูดถึงกันนั้นยังไม่ได้เข้ามาเต็มตัวในช่วงนี้ แต่กำลังอยู่ในช่วง "เปลี่ยนผ่าน" สิ่งที่น่ากังวลจริงๆ คือช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยาวไปจนถึงเดือนเมษายนปีหน้า ซึ่งจะเป็นช่วงที่เอลนีโญเข้ามาแช่อยู่ในประเทศไทยอย่างเต็มที่ ทำให้อากาศจะร้อนกว่านี้และอาจทำสถิติร้อนที่สุดได้
อุณหภูมิและความยาวนานของความร้อน ในส่วนของตัวเลขคาดการณ์อุณหภูมิสูงสุดในเดือนเมษายนนี้ ประเมินว่าไม่น่าจะเกิน 43 องศาเซลเซียส (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 41-42 องศาฯ) ซึ่งในอดีตประเทศไทยเคยร้อนถึง 44.6 องศาฯ มาแล้วในช่วง "ซูเปอร์เอลนีโญ"
ความน่ากังวลของปีนี้คือ ความยาวนานของความร้อน ที่จะยาวกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากพอเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เอลนีโญในช่วงกลางปี อากาศจะร้อนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แม้อุณหภูมิในเดือนอื่นๆ จะไม่สูงเท่าเดือนเมษายน แต่จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติของเดือนนั้นๆ ในอดีตอย่างเห็นได้ชัด
วิกฤตภัยแล้งและปัญหาการขาดแคลนน้ำ สถานการณ์น้ำในปัจจุบันยังพอมีน้ำต้นทุนที่ดีจากปีที่แล้ว ทำให้ในเขตชลประทานยังไม่มีปัญหาในช่วงฤดูนาปรังที่จะสิ้นสุดเดือนพฤษภาคมนี้ แต่ปัญหาใหญ่จะอยู่ที่ ปีหน้าคือ ปี 2570 เนื่องจากเมื่อเข้าสู่เอลนีโญในช่วงกลางปีนี้ ภาพรวมฝนเฉลี่ยจะน้อยลง ทำให้น้ำต้นทุนสะสมสำหรับปีหน้าไม่ดี ซึ่งจะกระทบต่อการทำนาปรังในปีหน้าโดยตรง
ข้อแนะนำและการรับมือสำหรับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อ "โรคลมแดด" (Heatstroke) เนื่องจากหากอุณหภูมิเกิน 35 องศาฯ ก็ต้องเริ่มระวังแล้ว ยิ่งพุ่งสูงถึง 40 องศาฯ ประกอบกับความชื้นสูง จะทำให้เหงื่อไม่ระเหยและกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก และหญิงมีครรภ์ ควรดื่มน้ำบ่อยๆ และรีบเข้ามาในร่ม ในระยะยาว
แนวทางการปรับตัวด้วยการปลูกต้นไม้และสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำในบริเวณบ้าน เช่น การทำน้ำพุฝอย ซึ่งสามารถช่วยลดอุณหภูมิลงได้ทันทีถึง 2 องศาเซลเซียส ดีกว่าการพึ่งพาเครื่องปรับอากาศเพียงอย่างเดียว เพราะการใช้แอร์คือการใช้พลังงานที่ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น เป็นวงจรการแก้ปัญหาที่ไม่จบสิ้น
CR:https://www.facebook.com/share/p/1UvRTV7Z7v/
#เตือนร้อนจัด
#เอลนีโญ
ข่าวทั้งหมด