ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวในระหว่างการเดินทางเยือนสหราชอาณาจักรว่า ยูเครนจะประสบปัญหาขาดแคลนขีปนาวุธที่ใช้ต่อสู้กับรัสเซีย เนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง และเห็นว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ต้องการให้สงครามตะวันออกกลางเป็นไปอย่างยืดเยื้อ เพราะจะทำให้ยูเครนอ่อนแอลง และทรัพยากรของสหรัฐฯ จะถูกนำไปใช้ในที่อื่น
ประธานาธิบดีเซเลนสกี ยังมีความเห็นว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ "ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" ในสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน และไม่ต้องการทำให้ประธานาธิบดีปูตินไม่พอใจ
ส่วนที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าววิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักรหลายครั้ง ประธานาธิบดีเซเลนสกี เห็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายควรพบหารือเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งดำเนินมาเป็นสัปดาห์ที่ 3 ลุกลามไปยังฝั่งอ่าวเปอร์เซีย เมื่ออิหร่านโจมตีประเทศเพื่อนบ้านเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งประธานาธิบดีเซเลนสกี ระบุว่า การเจรจาเพื่อยุติสงครามในยูเครนที่ถูกเลื่อนออกไป กลับเป็นประโยชน์ต่อประธานาธิบดีปูติน เพราะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองและขีปนาวุธลดลง ซึ่งเขาเห็นว่า จะมีการขาดแคลนขีปนาวุธแพทริออตอย่างแน่นอน เนื่องจากอเมริกาผลิตขีปนาวุธเดือนละ 60-65 ลูก แต่ในวันแรกของสงครามในตะวันออกกลาง มีการใช้ขีปนาวุธไปถึง 803 ลูก
ทั้งนี้ ในระหว่างการเยือนลอนดอน ผู้นำยูเครนได้กล่าวปราศรัยต่อสมาชิกรัฐสภา โดยมีข้อความตอนหนึ่ง ระบุว่า ระบอบการปกครองในรัสเซียและอิหร่านมีความใกล้ชิดกัน และต้องไม่ยินยอมให้ระบอบการปกครองเช่นนั้นคุกคามยุโรปหรือพันธมิตร
...
#ยูเครน
#อิหร่าน
ข่าวทั้งหมด