นักวิชาการ ชี้ รัฐบาลไทยชุดใหม่ เผชิญความไม่แน่นอน ต้องรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ - สงครามตะวันอออกกลาง

วันนี้, 10:58น.


           สงครามในตะวันออกกลางเป็นอีกปัจจัยที่ไทยต้องเผชิญ นอกจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูง รวมถึงปัญหาเรื้อรังภายในอย่างเศรษฐกิจโตช้า การทุจริตคอร์รัปชั่นที่มีมายาวนาน แนะเร่งตั้งรัฐบาลพร้อมสร้างความเชื่อมั่น จะได้อยู่ยาวหนุนนโยบายต่อเนื่อง



          นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สิ่งที่เป็นห่วง คือ นโยบายระยะสั้นและระยะยาวจะขัดกัน ถ้าระยะสั้นอยากใช้น้ำมันราคาถูก ก็ต้องไปอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่ถ้าดูกองทุนน้ำมันเหลือเงินเป็นบวก 4 หมื่นล้านบาท แต่ LPG ติดลบไป 3.7 หมื่นล้านบาท ดังนั้นเท่ากับเราเหลือเงินจริง ๆ 2 พันกว่าล้านบาทเท่านั้น หากตรึงราคาน้ำมันไว้ ผลปัจจุบันเหมือนจะดูดี แต่เนื่องจากสถานการณ์ภายนอกยังมีความไม่แน่นอน และยังมีความเสี่ยงมาก จะเห็นว่ารัฐบาลตรึงราคาได้ แต่ควรค่อย ๆ ถอนการแทรกแซง ให้ราคาสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น และเน้นการส่งเสริมให้ประชาชนประหยัดพลังงานจะดีกว่า



          ส่วนการตั้งรัฐบาลใหม่มีตัวถ่วงตั้งแต่ต้น คือ ความไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้งว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มองว่าการเลือกตั้งจะไม่เป็นโมฆะ คิดว่าคงเดินลุยไปเพื่อให้ตั้งรัฐบาลได้ แต่ถ้าตั้งแล้วได้คนที่ประชาชนรู้สึกไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะกระทรวงสำคัญที่ต้องการความเชื่อมั่น จะต้องเป็นคนที่สังคมยอมรับ ยิ่งถ้าได้คนที่มีฝีมือที่ดีจะยิ่งดี แต่ถ้าได้คนที่ประชาชนไม่ไว้วางใจ ก็ไม่ใช่ว่าจะเดินต่อไม่ได้ แต่แปลว่าพฤติกรรมหลังจากนี้ จะต้องมีคำอธิบายไม่ให้มีข่าวอื้อฉาว ไม่ให้ปรากฏสิ่งที่เป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลก็จะอยู่ยาวได้และเดินหน้าต่อไปได้



          นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยคือ เราจะต้องสร้างหรือทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีความสามารถเพียงพอที่จะต้านทานปัจจัยต่าง ๆ ที่กระทบกับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ปัญหาสงครามต่าง ๆ รวมถึงเศรษฐกิจผันผวน ซึ่งเกิดขึ้นได้ค่อนข้างเร็วมากในยุคปัจจุบัน



          โจทก์รัฐบาลในช่วงถัดไป มีเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นจริง คือเรื่องความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และต่างประเทศ เพื่อให้ต่างชาติมีความมั่นใจว่าประเทศไทยสามารถบริหารงานด้านต่าง ๆ อยู่ในมาตรฐานสากล



          สำหรับสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาที่ร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน สภาพัฒน์ฯ ประเมินไว้ 2 ฉากทัศน์ คือ



- จบภายใน 1 เดือน ตามที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ระบุไว้ แต่ตอนนี้มีการกระจายพื้นที่การรบในภูมิภาค จึงน่าจะกระทบกับเศรษฐกิจไทย ทำให้การเติบโตลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 2% ก็น่าจะเหลือที่ 1.6%



- แต่ถ้าสถานการณ์ยาวกว่านั้น เศรษฐกิจไทยเติบโตเหลือแค่ 1.3% และราคาน้ำมันจะกระโดดไปที่ 125 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ถ้าการสู้รบสั้น น้ำมันจะอยู่ที่ราว 100 เหรียญต่อบาร์เรล



          ดังนั้นมาตรการของไทยตอนนี้ คือ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 15 วัน อยู่ที่ 29.94 บาท/ลิตร จากนั้นจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การสู้รบครั้งนี้ราคาน้ำมันไม่ได้กระโดดสูงขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น เพราะซัพพลายของโลกยังมีอยู่ แต่ถ้ายืดเยื้อระบบได้รับความเสียหายมาก จะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น



          ถ้าวันนี้ไม่มีการนำเข้าน้ำมันเข้าในประเทศเลย เราจะสามารถอยู่ได้ประมาณ 90 วัน แต่มีข้อมูลว่าจนถึงเดือน เม.ย.นี้ เรายังมีน้ำมันใช้อยู่ แต่จะเพิ่มหรือลดไปจากนี้หรือไม่ ก็อยู่ที่ว่าจากนี้เราจะสามารถมีน้ำมันเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันทางคู่ค้าของ ปตท.ได้มีการไปเจรจาเพื่อขอเพิ่ม ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก็จะเจรจาหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาด้วย ส่วนมาตรการประหยัดพลังงานนั้น รมว.พลังงาน จะมีการนำแผนเข้าครม. ในสัปดาห์หน้า



          ทั้งนี้ คาดว่าน่าจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ก่อนช่วงสงกรานต์ ซึ่งอาจมีผลให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 1 เดือน แต่เท่าที่ดูตามตารางและมีการพูดคุยกัน อาจสามารถเร่งกระบวนการ เช่น การเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดทำ Fast track ซึ่งอาจทำให้งบประมาณใช้ได้ทันเดือน ต.ค. ซึ่งที่ผ่านมาเราเคยทำมาแล้ว



          นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า  ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลต่อการเดินทาง โดยสายการบินบางส่วนลดเที่ยวบินมายังไทย ทำให้เป้าหมายนักท่องเที่ยวปี 2569 ที่ตั้งไว้ 36 ล้านคนอาจทำได้ยาก คาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านคน พร้อมวางแผนดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียนเข้ามาทดแทนตลาดที่ชะลอตัว เนื่องจากยังมีนักท่องเที่ยวจากจีน อินเดีย และสิงคโปร์ เข้ามาอย่างต่อเนื่องก็ตาม



 



#วิกฤตเศรษฐกิจ



 

ข่าวทั้งหมด

X