กกร.ห่วงสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยโตเพียง 1.3-1.6%

วันนี้, 17:59น.


          ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีความยืดเยื้อ และทวีความรุนแรงมากขึ้นมีโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ขยายตัวได้เพียง 1.3-1.6% สอดคล้องกับการประเมินของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ซึ่งต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจ ไทยจะขยายตัวได้ราว 1.6-2.0% โดย กกร. จะมีการทบทวนในระยะต่อไป



           นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานที่ประชุม กกร. กล่าวว่า กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยอยู่ในระดับ 60 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อ เนื่อง ไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแผนนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น ซึ่งราคาอาจสูงกว่า แต่ในระยะชั่วคราว ต้องไม่ขาดแคลนน้ำมันก่อน



            ไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากทั้งหมดที่ใช้อยู่ที่ประมาณ 40% ที่เหลือ มาจากประเทศอื่น ๆ เช่น สัดส่วนการนำเข้าน้ำมันอันดับ 1 มาจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รองลงมาคือจากสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังมาจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย แอฟริกาตะวันตก และไนจีเรีย ดังนั้น ขอประชาชนอย่าแตกตื่น กักตุนน้ำมัน เพราะอาจทำให้เกิดดีมานด์ เทียมได้ และรณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันลดการใช้น้ำมัน 



            ทั้งนี้ ข้อสังเกตในการประชุมกกร. คือ เมื่อเทียบราคาพลังงานกับตอนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันพุ่งครั้งเดียว 100 เหรียญ/บาร์เรล และไปสูงสุดที่ประมาณ 150 เหรียญ/บาร์เรล แต่สถานการณ์ขณะนี้ แม้จะมีการปิดอ่าวช่องแคบฮอร์มุซ แต่ราคา น้ำมันยังไม่พุ่งขึ้นไปมาก เนื่องจากในตลาดโลกยังมีซัพพลายเหลือค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับครั้งก่อน ดังนั้น คาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเห็น ราคาน้ำมันแตะ 80 เหรียญ/บาร์เรล แต่ยังไม่เห็นโอกาสที่จะไปถึง 100 เหรียญ/บาร์เรล และมีผลกระทบต่อประเทศไทยน้อยมาก เพราะสามารถบริหารจัดการได้ค่อนข้างดี



            ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ขณะนี้ราคาปรับขึ้นเรื่อย ๆ จาก 10 เป็น 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูแล้ว และมี โอกาสที่จะได้เห็นแตะ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาต้นทุน แต่จากสัดส่วนการผลิตไฟของไทย ประเมินว่ายัง ไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ



            สำหรับผลกระทบต่อ SME ในระยะสั้นนี้ยังไม่มีรายงานผลกระทบ เพราะไทยส่งออกไปประเทศตะวันออกกลางน้อย ประมาณ 4% โดยส่งออกไปประเทศอิหร่าน 0.02% และส่งออกไปอิสราเอล 0.2% ซึ่งดูแล้วบางประเทศยังไม่ได้รับผลกระทบ ยังหาช่องทางเดิน เรือได้ ส่งออกได้



            ส่วนผลกระทบต่อประเทศไทยในด้านการท่องเที่ยว ล่าสุดมีสายการบินหลายสายระงับการเดินทาง ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงต้นปี 69 จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมา และก็มีการตั้งเป้าหมายไว้ค่อนข้างสูง แต่จากสถานการณ์นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะที่อยู่ในประเทศตะวันออก กลาง ซึ่งเมื่อปี 68 มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดของไทย ปีนี้อาจได้รับผลกระทบลดลงประมาณ 10% ปี 68 อยู่ที่ประมาณ 700,000-800,000 คน ซึ่งต้องมองหานักท่องเที่ยวจากแหล่งอื่นมาเติม เช่น เร่งตลาดนักท่องเที่ยวจีน



            สำหรับประเด็นความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ได้กลับมาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ที่ 10% ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึงขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้า กลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 68 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 67 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ



             นายเกรียงไกร กล่าวว่า ขณะนี้ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ ซึ่ง กก ร. มุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่ จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้ง ในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่ม ขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจ และครัวเรือน จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง



 ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill-Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย และมีนายจ้างที่ถูกต้องให้มีจำนวน เพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโต และความสามารถ ในการแข่งขัน ตามแนวทาง "Reinvent Thailand"



เพิ่มเติม https://www.jsccib.org/.../thai-economy-growth-2026...



#ปรับลดเศรษฐกิจไทย



#กกร



Cr:คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)



 



 

ข่าวทั้งหมด

X