กรมสุขภาพจิต ยกระดับการคัดกรองเชิงรุก ป้องกันเหตุรุนแรงในชุมชน

วันนี้, 13:45น.


          นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากสถานการณ์ข่าวในช่วงนี้ที่ปรากฏกรณีบุคคล ซึ่งสงสัยว่ามีอาการทางสุขภาพจิตร่วมกับการใช้สารเสพติด และแสดงพฤติกรรมที่สร้างความหวาดระแวง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นใจด้านความปลอดภัยของประชาชน กรมสุขภาพจิต จึงย้ำความสำคัญของการสังเกตอาการผ่านแนวทาง SMI-V Scan ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่ขาดการรักษาต่อเนื่อง หรือมีการใช้สารเสพติดร่วมด้วย โดยประชาชนสามารถสังเกต 5 สัญญาณเตือนสำคัญ ได้แก่



1.ไม่หลับไม่นอน



2.เดินไปเดินมาผิดปกติ



3.พูดจาคนเดียว



4.หงุดหงิดฉุนเฉียว



5.เที่ยวหวาดระแวง



          หากพบอาการเพียงข้อใดข้อหนึ่ง ควรรีบแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อนำตัวส่งสถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้านเพื่อเข้ารับการประเมินเบื้องต้น ซึ่งหากเข้าข่าย “ภาวะอันตราย” หรือ “มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา” ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551



          การเข้าถึงมือแพทย์อย่างรวดเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความสูญเสียได้ ทั้งนี้ กลไกที่สำคัญคือครอบครัวและชุมชนมีบทบาทสำคัญในการสังเกต หากเป็นผู้มีประวัติข้างต้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องติดตามการรับประทานยา การพบแพทย์ตามนัด และการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น การใช้สารเสพติดหรือการอดนอนสะสม พร้อมขอความร่วมมือสังคมไม่นำเสนอข้อมูลในลักษณะเหมารวมหรือตีตราผู้ป่วย เนื่องจากอาจทำให้หลีกเลี่ยงการเข้ารับการรักษาและกระทบต่อความปลอดภัยในระยะยาว



          ด้าน นายแพทย์จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า มาตรการสำคัญในการป้องกันการก่อความรุนแรง โดยผู้ป่วยจิตเวชที่มีปัญหาจากยาเสพติดมี 3 ด้านหลัก คือ มาตรการด้านกฎหมาย มาตรการด้านการบำบัดรักษา และมาตรการทางสังคม



ในด้านกฎหมาย หนึ่งในเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 คือการคุ้มครองป้องกันทั้งตัวผู้ป่วย คนรอบข้าง และสังคมไม่ให้ได้รับอันตราย รวมทั้งให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ แม้ผู้ป่วยจะขัดขืนหรือไม่ยินยอมก็ตาม



          ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่รัฐจึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจใน พ.ร.บ. สุขภาพจิต พ.ศ.2551 เพื่อนำไปปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อสถานการณ์ ตัวอย่างเช่น มาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. สุขภาพจิต พ.ศ.2551 ระบุชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น ตำรวจ หรือฝ่ายปกครอง เมื่อได้รับแจ้งเหตุหรือพบผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงตามมาตรา 22 จะต้องนำตัวบุคคลนั้นส่งสถานพยาบาลเพื่อตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการเบื้องต้นโดยไม่ชักช้า เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาในโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว



          ที่สำคัญ เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นและส่งตัวกลับสู่ครอบครัวแล้ว สมาชิกในครอบครัวรวมถึงผู้นำชุมชนต้องช่วยกันกำกับดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยา อย่างสม่ำเสมอ ได้รับการฟื้นฟูทางสังคม และป้องกันไม่ให้กลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำ เพราะยาเสพติดเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้อาการทางจิตกำเริบได้



          หากพบเหตุฉุกเฉินที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สามารถแจ้งสายด่วน 191 หรือ 1669 ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง และหากต้องการปรึกษาหรือประเมินอาการทางจิตเวชเบื้องต้น สามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อรับคำแนะนำและประสานความช่วยเหลือ เพื่อให้ชุมชนกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน



...



#กรมสุขภาพจิต

ข่าวทั้งหมด

X