ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนม.ค. 69 นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนม.ค. 69 อยู่ที่ระดับ 88.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.2 ในเดือนธ.ค. 68 การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าว สะท้อนถึงสัญญาณเชิงบวกจากหลายปัจจัย โดยภาคอุตสาหกรรมได้กลับมาดำเนินกิจกรรมการผลิตตามปกติภายหลังวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมทั้งเร่งการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในช่วงเทศกาลตรุษจีนโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประกอบกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ อาทิ การเปิดเส้นทางบินตรง และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายพื้น ยังมีส่วนช่วยกระจายรายได้สู่ภูมิภาคและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน การอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาต้าเซนเตอร์เพิ่มเติม จำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,000 ล้านบาท ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังช่วยสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และเพิ่มอุปสงค์ในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนั้น กิจกรรมในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อาทิ การจัดพิมพ์ป้ายหาเสียง บัตรเลือกตั้ง และกิจกรรมรณรงค์ของพรรคการเมือง
ตลอดจนสถานการณ์ความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีแนวโน้มคลี่คลาย จากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา ช่วยให้ประชาชนสามารถกลับเข้าสู่พื้นที่และเอื้อต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐยังต่ำกว่าเป้าหมาย นับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงวันที่ 23 ม.ค. 69 มีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ 21% ต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนม.ค. 69 ที่กำหนดไว้ที่ 26% อาจส่งผลให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจล่าช้า
ขณะเดียวกัน การปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบประกันสังคมจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน ส่งผลให้ต้นทุนด้านแรงงานของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น และความล่าช้าในการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ยังส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ว่างงานกว่า 208,404 ราย
อีกทั้งสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่อยู่ในระดับสูง อันมีสาเหตุหลักจากการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว และสุขภาพของประชาชน ขณะเดียวกัน การสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศชะลอลง รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง ยังสร้างแรงกดดันต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เกษตรแปรรูป และสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ
ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ข้อขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการค้าโลก และเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ดังนี้
1. เสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ออกไปจนถึงสิ้นปี 69 เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ
2. เสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่โล่ง ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม
3. ขอให้ภาครัฐเร่งจัดสรรงบประมาณ เพื่อส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI แก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และลดต้นทุนให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย
#เศรษฐกิจไทย
ข่าวทั้งหมด