ในช่วงวันที่ 11-13 กุมภาพันธ์ 2569 ได้เกิดกลุ่มแผ่นดินไหวขนาดตั้งแต่ 1.9-3.2 จำนวน 13 ครั้ง บริเวณตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยแผ่นดินไหวขนาดใหญ่สุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 เวลา 02.07 น. ขนาด 3.2 ที่ระดับความลึก 2 กิโลเมตร ห่างจากสันเขื่อนรัชชประภาที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร และห่างจากที่ว่าการอำเภอบ้านตาขุน ที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 21 กิโลเมตร
สาเหตุเกิดจากการเลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนคลองมะรุ่ย ที่มีทิศทางการวางตัวในแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ มีการเลื่อนตัวตามแนวระนาบเหลื่อมซ้าย (Left lateral strike slip fault) จัดเป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็ก (Minor) โดยการรับรู้ความรุนแรงของแผ่นดินไหวตามมาตราเมอร์คัลลี อยู่ในระดับ 2-3 (เบามาก) คนที่อยู่กับที่จะรู้สึกว่าพื้นสั่น
มีรายงานการรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนในบางพื้นที่บริเวณตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่มีรายงานความเสียหาย ทั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และเจ้าหน้าที่เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) ได้รายงานและยืนยันว่าแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของเขื่อนรัชชประภาและเขื่อนต่างๆ รวมทั้งโรงไฟฟ้าของ กฟผ. โดยได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพเขื่อนแล้วพบว่า มีสภาพมั่นคงแข็งแรงปกติ ขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของเขื่อนและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทยและพร้อมจะติดตามสถานการณ์ อย่างใกล้ชิดต่อไป
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และ อ.ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็กขนาด 1.9-3.2 ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวที่ทำให้ประชาชนรู้สึกได้ แต่ไม่กระทบต่อโครงสร้างอาคาร แผ่นดินไหวที่จะกระทบต่อโครงสร้างอาคารจะต้องเป็นแผ่นดินไหวขนาดกลางมีขนาดตั้งแต่ 4-5 ขึ้นไป ซึ่งยังขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของอาคารด้วย
สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากรอยเลื่อนคลองมะรุ่ย ซึ่งเป็น 1 ใน 16 รอยเลื่อนมีพลังในประเทศไทย โดยรอยเลื่อนคลองมะรุ่ยนี้นอกจากจะกระทบต่อ จ.สุราษฎร์ธานีแล้ว ยังมีผลต่อ จ. กระบี่ พังงา ภูเก็ต ด้วย แต่เนื่องจากในคราวนี้ จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี จึงเกิดการสั่นไหวของพื้นดินที่ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นหลัก
ศ.ดร.อมร กล่าวต่อว่า จ.สุราษฎร์ธานี จัดเป็นบริเวณที่ 1 ตามกฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน และความคงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารต้านแผ่นดินไหว ปี 2564 ซึ่งถือได้ว่าเป็นพื้นที่เฝ้าระวังเนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าอาคารอาจได้รับผลกระทบจากการสั่นไหว ครอบคลุมจังหวัด กระบี่ ชุมพร พังงา ตรัง นครพนม นครศรีธรรมราช บึงกาฬ ประจวบคีรีขันธ์ พิษณุโลก เพชรบุรี เลย สงขลา สตูล สุราษฎร์ธานีและหนองคาย ที่ผ่านมามีแผ่นดินไหวในบริเวณนี้บ้าง แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริเวณที่ 1 ของกฎกระทรวงฯ จะมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวได้น้อยกว่าบริเวณที่ 2 (กรุงเทพฯและปริมณฑล) และ บริเวณที่ 3 (ภาคเหนือและตะวันตก) ก็ยังคงต้องเผ้าติดตามการเกิดแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนคลองมะรุ่ยว่าในอนาคตจะมีทิศทางการเกิดขึ้นอย่างไรต่อไป และอาคารบ้านเรือนต่างๆ ที่อยู่ในบังคับของกฎกระทรวงฯ ควรจะได้รับการออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหวในระดับที่เหมาะสมด้วย

...
#แผ่นดินไหวสุราษฎร์ธานี
#กรมทรัพยากรธรณี
ข่าวทั้งหมด