ที่ศูนย์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและออกเสียงประชามติ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย สุทธดา คงเดชา ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวน 1 ได้ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการจัดการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ภายหลังมีกระแสเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่
ขณะนี้สำนักงาน กกต. ได้รับคำร้องจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้องที่ขอให้ตรวจสอบและนับคะแนนใหม่แล้ว โดยจะรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดเสนอต่อ กกต. พิจารณาตามขั้นตอน นอกจากนี้ เลขาธิการ กกต. ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่มีข้อสงสัย พร้อมเปิดช่องทางให้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ
ส่วนของการประกาศผลคะแนนเพื่อความโปร่งใส ขณะนี้สำนักงาน กกต.จังหวัด ได้ทยอยจัดทำและเผยแพร่ผลการนับคะแนนรายหน่วยผ่านเว็บไซต์ของแต่ละจังหวัดแล้ว โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนและสื่อมวลชนสามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดได้ทันที
สำหรับกรณีข้อร้องเรียนในพื้นที่ จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่สอบสวนข้อเท็จจริงและพบผู้ร้องเรียนแล้ว คาดว่าจะสรุปผลเสนอ กกต. พิจารณาได้ภายในวันนี้ (12 กุมภาพันธ์)
ส่วนกรณี จังหวัดปทุมธานี ที่มีรายงานว่ามีบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ กกต. เข้าไปร่วมขานและนับคะแนนนั้น ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ชี้แจงว่าอยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงว่าการปฏิบัติดังกล่าวถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ คาดว่าจะเสนอเรื่องพิจารณาได้ภายในสัปดาห์นี้
ด้าน สุทธดา คงเดชา ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวน 1 เปิดเผยสถิติเรื่องร้องเรียนว่า ปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนรวมทั้งสิ้น 113 เรื่อง แบ่งเป็นผู้มีสิทธิยื่นร้องเรียน 99 เรื่อง และเป็นกรณีความปรากฏ ที่ กกต. ตรวจพบเอง 14 เรื่อง โดยได้สั่งรับคำร้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวนแล้ว 39 เรื่อง
สำหรับข้อกล่าวหาที่พบมากที่สุด คือ การหาเสียงโดยหลอกลวงหรือทำให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม (มาตรา 73 (5)) จำนวน 68 เรื่อง รองลงมาคือ การซื้อเสียงหรือให้ทรัพย์สินจูงใจ (มาตรา 73) จำนวน 31 เรื่อง
สุทธดา ย้ำถึงขั้นตอนการร้องเรียนว่า ต้องทำเป็นหนังสือและยื่นด้วยตนเองที่สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด ไม่สามารถแจ้งทางโทรศัพท์หรือไปรษณีย์ได้ โดยต้องระบุรายละเอียดพยานหลักฐานให้ชัดเจน กระบวนการไต่สวนจะใช้เวลาประมาณ 90 วัน และรวมขั้นตอนพิจารณาทั้งหมดอาจใช้เวลา 6–8 เดือน พร้อมเตือนว่าหากร้องเท็จเพื่อกลั่นแกล้งผู้สมัคร ผู้ร้องอาจมีความผิดตามกฎหมายเช่นกัน
ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนในประเด็นที่สังคมสงสัย ดังนี้:
+++หีบบัตรขายออนไลน์: ยืนยันว่าไม่สามารถนำมาใช้ในการเลือกตั้งจริงได้ เนื่องจากหีบของ กกต. มีมาตรการเฉพาะ เช่น สายรัดที่มีรหัสควบคุม และการเซ็นกำกับโดยคณะกรรมการประจำหน่วย
+++ตัวเลขผู้ใช้สิทธิไม่ตรงกัน: เกิดจากการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ (95%) ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนในการคีย์ข้อมูล ขอให้รอผลการประกาศอย่างเป็นทางการที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
สำหรับ ส่วนแรงกดดันจากการชุมนุมหน้าสำนักงาน กกต. ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ขอให้ประชาชนระบุรายละเอียดความผิดปกติให้ชัดเจนทั้งหน่วยและพื้นที่ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างตรงจุด โดย กกต. ยืนยันจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรมที่สุด
#เลือกตั้ง69
ข่าวทั้งหมด