นายยศวินทร์ เพียรพิทักษ์ ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย พร้อมผู้เสียหายจากคดีแก๊งสแกมเมอร์และคอลเซนเตอร์กว่า 30 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เพื่อคัดค้านการเพิกถอนทรัพย์สินที่อายัดไว้ มูลค่า 10,000 กว่าล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยมี นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. เป็นผู้แทนรับหนังสือ
สำหรับการยื่นหนังสือครั้งนี้มีขึ้นเพื่อคัดค้านการเพิกถอนการอายัดทรัพย์ของ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ 'เบน สมิธ' นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งมีกระแสข่าวว่าอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงิน รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่มีฐานอยู่ในประเทศกัมพูชา และถูกระบุว่าเป็นบุคคลสำคัญในการเชื่อมโยงกับนักการเมืองระดับภูมิภาคในอาเซียน ซึ่งกลุ่มผู้เสียหายมีความกังวลเรื่องความพยายามแทรกแซงกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการธุรกรรม พร้อมทั้งให้กำลังใจเลขาธิการ ปปง. และคณะกรรมการธุรกรรมในการดำเนินคดีดังกล่าว
นายยศวินทร์ เปิดเผยว่า วันนี้นำรายชื่อผู้เสียหายกว่า 180 คน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวม ประมาณ 500 ล้านบาท มายื่นประกอบคำคัดค้าน โดยผู้เสียหายแบ่งออกเป็น 9 กลุ่ม ตามลักษณะพฤติการณ์การหลอกลวง เช่น หลอกลงทุน หลอกให้รักแล้วชักชวนลงทุน ข่มขู่ หลอกกดลิงก์ หลอกให้ร่วมลงทุนในกลุ่มซื้อขายสินค้าออนไลน์ รวมถึงกรณีเงินเกษียณและคดีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในลักษณะต่าง ๆ
จากการติดตามเส้นทางการเงินและกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าเงินส่วนใหญ่มีปลายทางไปยังประเทศกัมพูชา และเชื่อว่าทรัพย์สินที่ถูกอายัดมีความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิด อีกทั้งกังวลว่าหากมีการเพิกถอนการอายัดทรัพย์ อาจทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับการเฉลี่ยคืนทรัพย์สินตามสิทธิ
นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางให้ใช้หลักการแบ่งกลุ่มผู้เสียหายตามแผนประทุษกรรม แทนการพิสูจน์เส้นทางการเงินรายบุคคล เพื่อให้สามารถคุ้มครองสิทธิและเฉลี่ยทรัพย์คืนแก่ผู้เสียหายได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารติดตามกระบวนการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายจำนวนมาก
ด้านนายวิทยา กล่าวว่า คดีดังกล่าวคณะกรรมการธุรกรรมได้มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในภาพรวมหลายคดี มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์รายสำคัญ โดยหลังมีคำสั่งอายัด ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกอายัดทรัพย์ชี้แจงแสดงหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย
สำหรับการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมในช่วงบ่ายวันนี้ จะพิจารณาว่าคำชี้แจงของผู้ถูกอายัดทรัพย์มีน้ำหนักรับฟังได้หรือไม่ หากรับฟังได้และเป็นไปตามหลักกฎหมาย อาจมีมติให้เพิกถอนการอายัด แต่หากไม่สามารถชี้แจงได้ คณะกรรมการจะมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อประกาศคุ้มครองสิทธิ์ผู้เสียหาย
กระบวนการทำงานของ ปปง. ตั้งแต่เริ่มต้นได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบก่อนเสนอให้คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณา โดยกฎหมาย ปปง. ให้อำนาจยึดอายัดทรัพย์เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน และผู้ถูกอายัดมีหน้าที่ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของทรัพย์สิน
สำหรับการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย นายวิทยา ระบุว่า หากทรัพย์สินไม่ปะปนกับคดีอื่น สามารถคืนแก่ผู้เสียหายได้โดยตรง แต่หากเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวข้องหลายคดี เช่น มีการโอนเข้าบัญชีม้าจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของ ปปง. และประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ ผู้เสียหายสามารถติดตามประกาศคุ้มครองสิทธิจาก ปปง. และยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาได้
ตามกฎหมาย ปปง. กระบวนการอาจต้องสิ้นสุดที่ศาล แต่ภายใต้พระราชกำหนดปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เมื่อปลายปี 2568 ในกรณีที่เป็นเงินสดและไม่มีข้อโต้แย้ง สามารถยุติได้ในชั้นคณะกรรมการธุรกรรม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง แต่หากมีการโต้แย้งต้องจบในศาลอุทธรณ์ก็จะเร็วขึ้นไม่ต้องไปถึงชั้นศาลฎีกา
อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายควรติดตามประกาศการคุ้มครองสิทธิจากสำนักงาน ปปง. อย่างใกล้ชิด และหากมีข้อสงสัยหรือมีพยานหลักฐานเพิ่มเติม สามารถยื่นต่อสำนักงาน ปปง. เพื่อประกอบการพิจารณาและดำเนินการคุ้มครองสิทธิตามขั้นตอนของกฎหมายได้
ทั้งนี้ มติของคณะกรรมการธุรกรรมในวันนี้ จะถือเป็นอำนาจของคณะกรรมการในการพิจารณาขั้นสุดท้าย ตามกรอบเวลาของกฎหมาย โดย ปปง. ยืนยันดำเนินการตามพยานหลักฐานและหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่ผู้เสียหายมีข้อสังเกตเพิ่มเติมหรือพยานหลักฐานก็สามารถนำมามอบให้กับคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาต่อไปได้
#ปปง
#อายัดทรัพย์
Cr:สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ข่าวทั้งหมด