'ไวรัสนิปาห์' ไม่มีสัญญาณแพร่เชื้อต่อเนื่อง ไทยยกระดับ 4 มาตรการ ค้างคาวในไทยพบมีเชื้อ 10%

วันนี้, 14:19น.


           นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขแถลงข่าวโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease) กล่าวว่า โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังคงถูกกำหนดให้เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งปัจจุบันสถานะในประเทศไทยยังไม่มีการรายงานผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศไทยมาก่อน สำหรับสถานการณ์ที่น่ากังวลในขณะนี้เกิดขึ้นที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศบังกลาเทศและรัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย แม้พื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ห่างไกลจากไทย แต่ต้องเฝ้าระวัง เพราะมีการเดินทางเข้ามาผ่านเที่ยวบินตรง ซึ่งมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ซึ่งเริ่มคัดกรองแล้ว หากพบมีอาการเข้าข่ายสงสัย เช่น มีไข้ หรืออาการทางเดินหายใจ และมีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดภายใน 21 วัน จะมีการสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบ นอกจากนี้ ผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยงจะต้องกรอกเอกสารตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ และหากมีอาการป่วยภายใน 21 วันที่อยู่ในไทย จะต้องติดต่อสายด่วน 1422 ทันที



            ไทยมีการตรวจพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวเช่นกัน แต่ระดับความหนาแน่นของเชื้อในค้างคาวน้อยกว่าในประเทศที่มีการระบาดเป็นระยะๆ ไทยเฝ้าระวังต่อเนื่องแต่ยังไม่พบปัญหาใดๆ และหน่วยงานที่ดูแลสุขภาพสัตว์ ก็ใช้หน่วยงานนี้ในการดูแล เช่น การไม่เลี้ยงสุกรในพื้นที่ที่มีการพบเชื้อนี้ในค้างคาว มีระบบความปลอดภัยในการเลี้ยง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการถ่ายทอดเชื้อจากค้างคาว มายังสุกร หรือมายังคน และเมื่อตรวจผู้ป่วยโรคสมองอักเสบย้อนหลัง ก็ยังไม่พบหลักฐานการติดเชื้อไวรัสนิปาห์เช่นกัน ส่วน เชื้อไวรัสนิปาห์ที่พบในค้างคาวในประเทศไทย เป็นสายพันธุ์บังกลาเทศ



          ด้านพญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า 4 มาตรการรับมือไวรัสนิปาห์



          1.เสริมความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวัง โดยด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ คงและยกระดับการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงโดยผู้ป่วยส่งต่อข้ามประเทศจากอินเดีย บังกลาเทศ ตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์ก่อนเข้าประเทศ, ผู้เดินทางจากรัฐเวสต์เบงกอล กรอกเอกสารสถานะสุขภาพ (ต 8) ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ, คัดกรอง ณ จุดเข้าเมืองหลัก สนามบินสุวรรณภูมิ, ดอนเมือง และภูเก็ต ด้วยการวัดอุณหภูมิและประเมินอาการ, พบผู้ป่วยสงสัยแยกกักและส่งต่อ รพ.รัฐที่กำหนด/พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง กักกันในสถานกักกันรัฐ และสื่อสารคำแนะนำผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงผ่านสื่อ ล่าม ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ สถานพยาบาล เพิ่มความไวการเฝ้าระวัง ปรับแนวทางให้ชัดเจนครอบคลุมการรักษา การเฝ้าระวังสอบสวนโรคและแจ้งเตือนแพทย์โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเดินทางสัมผัสเสี่ยง และชุมชนเสริมระบบแจ้งเตือนภัยแจ้งเตือนผ่าน อสม./อสส.



           2.เตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วยห้องปฏิบัติการยกระดับความพร้อมการตรวจ และกำหนดแนวทางกลางโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สถานพยาบาลเตรียมห้องแยกควบคุมการติดเชื้อและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลการ, การป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล แยกกักผู้ป่วยต้องสงสัยใช้ชุด PPE ตามความเสี่ยงและจัดระบบส่งต่อ-เก็บสิ่งส่งตรวจอย่างปลอดภัย



           3.สื่อสารความเสี่ยงเชิงรุก แจ้งแนวทางการป้องกันโรคแก่ประชาชนให้คำแนะนำผู้เดินทางไป-กลับอินเดียอย่างต่อเนื่อง ประสานภาคการท่องเที่ยวและ รพ.เอกชน เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังและสร้างความเชื่อมั่น



          4.บูรณาการความร่วมมือแบบ One health ประสานกรมอุทยานฯ กรมปศุสัตว์ และสถาบันวิชาการ เฝ้าระวังค้างคาวแม่ไก่/สัตว์เลี้ยง และเตรียมแผนตอบโต้เมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย



            การติดเชื้อจะต้องมีการสัมผัสสารคัดหลั่ง จึงต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากๆ เช่น คนในครอบครัวหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย โดยความสามารถในการแพร่เชื้อของไวรัสนิปาห์ยังต่ำกว่า 1 หากเทียบกับโควิดในตอนนี้ที่อยู่ที่ 8 หมายความว่าผู้ติดเชื่อไวรัสนิปาห์ 1 คน จะแพร่เชื้อต่อไปได้ไม่ถึง 1 คน โอกาสกระจายไปสู่คนอื่นน้อยมาก อีกทั้งคนป่วยมักมีอาการรุนแรง จึงไม่น่าจะเดินทางได้ แต่ไวรัสนี้มีเรื่องการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ ก็รอข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่ามีการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์หรือไม่ และน่ากังวลที่มีติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรง ยังไม่มียารักษา และวัคซีนป้องกัน 



           ข้อมูลจากการเฝ้าระวังมานานพบว่าค้างคาวแม่ไก่ในไทยมีการตรวจเจอเชื้อไวรัสนิปาห์ แต่มีสัดส่วนน้อยเพียงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับพื้นที่ระบาดในอินเดียที่พบเชื้อในค้างคาวสูงถึง 40-50% ที่สำคัญคือจากงานวิจัยที่ผ่านมาในไทย ยังไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อจากค้างคาวสู่สุกรหรือสู่คนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงค้างคาวที่ติดเชื้อ โดยช่วงที่ตรวจพบเชื้อในค้างคาวจะเป็นเดือน เม.ย.-พ.ค. สูงสุดในช่วงปี



           คำแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับประชาชน



           1.เรื่องความปลอดภัยของอาหาร ห้ามเก็บผลไม้ที่ร่วงหล่นหรือมีรอยกัดแทะของสัตว์มารับประทานเด็ดขาด เพราะอาจปนเปื้อนน้ำลายค้างคาวได้ ควรล้างผลไม้ให้สะอาดและปอกเปลือกก่อนทานเสมอ



            2.การดูแลสัตว์เลี้ยง ไม่ควรเลี้ยงสุกรในบริเวณใต้ต้นไม้ที่เป็นที่พักพิงของค้างคาว เพื่อป้องกันสิ่งคัดหลั่งตกลงไปในคอก   



            3.ห้ามนำเศษผลไม้ที่มีรอยกัดมาเลี้ยงหมู



            4.หากประชาชนพบสัตว์เลี้ยงป่วยตายผิดปกติให้รีบแจ้งปศุสัตว์ทันที



            5.ห้ามล่าหรือสัมผัสค้างคาวด้วยมือเปล่า



            6.หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ หรือซึมสับสน ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสความเสี่ยงให้ชัดเจน



 



#ไวรัสนิปาห์



 

ข่าวทั้งหมด

X