ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ‘ภูมิธรรม-ทวี’ ไม่แทรกแซงคดีฮั้วสว.ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและหลักฐานใดๆ

วันนี้, 17:18น.


          วันนี้ (21 ม.ค.69) องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ลงมติ อ่านคำวินิจฉัยคดีที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของสว. ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 42 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัว หรือไม่



           เนื่องจากผู้ถูกร้องทั้งสองขณะดำรงตำแหน่ง ได้ใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสว.ของ กกต. อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสว. ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ จนถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรม เป็นการฝ่าฝืน ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่



             ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย และชี้ว่าศาลมีอำนาจในการวินิจฉัยคดีนี้ โดยสรุปคำวินิจฉัยเบื้องต้นศาลเห็นว่า ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้งสองมีพฤติกรรมใดที่เป็นการข่มขู่ สั่งการ ชี้นำ หรือปิดกั้นการแสดงความเห็นอันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงคณะกรรมการ คดีพิเศษคนอื่นๆ



           ผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นกรรมการโดยตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ถูกร้องที่ 1 ในฐานะประธานในที่ประชุมได้บริหารและควบคุมการประชุมโดยเปิดโอกาสให้กรรมการทุกคนได้อภิปรายและแสดงความคิดเห็นเพื่อให้เกิดความรอบคอบในการพิจารณา ส่วนผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ซักถามกรณีข้อสงสัยต่างๆต่อคณะกรรมการเพื่อให้คณะกรรมการมีข้อมูลประกอบการพิจารณาอย่างเพียงพอ



           ผู้ถูกร้องที่ 2 เพียงแต่อธิบายความเห็นทางกฎหมายหรือแนวทางการปฏิบัติงานโดยปกติของผู้ถูกร้องที่ 2 เท่านั้นกรณีจึงเชื่อว่าผู้ถูกร้องทั้งสองมิได้ใช้อำนาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษและคณะกรรมการคดีพิเศษในการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมและมีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษเพื่อเป็นเครื่องมือแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของ กกต. ในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาแต่อย่างใด



            นอกจากนี้ กรณีที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้างว่าผู้ถูกร้องที่ 2 สมคบกันทำความผิดกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษใช้อำนาจสอบสวนโดยไม่ชอบ สอบสวนเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ แล้วผู้ถูกร้องทั้งสองยังให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในลักษณะที่เป็นการปล่อยข่าวให้เกิดความหวาดกลัวต่อสมาชิกวุฒิสภานั้น



            ในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างนั้นไม่ปรากฏหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 2 ใช้อำนาจสั่งการและควบคุมให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการดังกล่าว อีกทั้งหากการปฏิบัติหน้าที่สอบสวนของพนักงานดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมต้องถูกตรวจสอบโดยพนักงานอัยการและศาลที่พิจารณาสำนวนสอบสวนต่อไป รวมถึงเจ้าหน้าที่ดังกล่าวอาจถูกกล่าวหาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาบางส่วนได้ลงบันทึกประจำวันต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เป็นหลักฐานแล้ว



             และการให้สัมภาษณ์ของผู้ถูกร้องที่ 2 ต่อสื่อมวลชนเป็นกรณีที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ต่อข้อซักถามจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับการทุจริตเลือกสว. ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวางเป็นการรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงการชี้แจงข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับกรณีมีผู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สืบสวนเท่านั้น มิได้มีการให้ข้อมูลรายละเอียดของหลักฐานหรือมีการใช้ข้อความข่มขู่สวแต่อย่างใด



           จากข้อเท็จจริงดังกล่าวกรณีไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองมีพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์อันเป็นการขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 อนุ 4 และไม่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง



              ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานอื่นใด ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองคน มีการสั่งการหรือเข้าไปแทรกแซงการไปปฏิบัติหน้าที่ของกกต.ในคดีฮั้วสว. ที่ดีเอสไอดำเนินการแต่อย่างใด



 



#คดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวฺฺุฒิสภา



#ศาลรัฐธรรมนูญ 



 



 

ข่าวทั้งหมด

X