ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตฯ ธ.ค.68 ทรุดจากปัจจัย ปัญหาชายแดน-ยุบสภา-บาทแข็ง

วันนี้, 16:35น.


          นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนธ.ค. 68 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 89.1 ในเดือนพ.ย. 68  มีสาเหตุจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ เหตุปะทะบริเวณแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่บริเวณชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ต้องหยุดชะงักลง ประกอบกับความกังวลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ ภายหลังมีการประกาศยุบสภา  และการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ



          ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอลง จากการเร่งผลิตในช่วงก่อนหน้า การส่งออกยังมีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าบางประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และกลุ่มอาเซียน รวมถึงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมกลางแจ้งและสุขภาพของประชาชน



          รวมทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ รวมถึงกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย และสภาพคล่องในประเทศ ส่งผลให้รายได้ผู้ส่งออกปรับลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวโดยรวม  แต่ในเดือนธ.ค.68 ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ได้แก่ การเข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปี และการเร่งใช้จ่ายภายใต้โครงการคนละครึ่งพลัส ก่อนสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธ.ค. 68 มีส่วนช่วยหนุนการบริโภคและกระตุ้นการใช้จ่ายในภูมิภาคช่วงปลายปี



          นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี ซึ่งช่วยบรรเทาภาระทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันดีเซลลง 20 สตางค์/ลิตร และผู้ประกอบการบางราย ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล และเบนซินลง 50 สตางค์/ลิตร ตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. 68 ส่งผลให้ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ



          ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ



           1. เสนอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อบรรเทาการแข็งค่าของเงินบาท โดยติดตามและยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินทุนเคลื่อนย้าย ตลาดทองคำและการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อลดการเก็งกำไรและความผันผวนของค่าเงิน ควบคู่กับการป้องกันธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง



           2. เสนอให้ภาครัฐส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ที่เริ่มบังคับไปเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 69 เช่น สนับสนุนเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคในการลดการปล่อยคาร์บอน และการจัดทำรายงาน GHG, ส่งเสริมกลไกให้เกิดการหมุนเวียนวัตถุดิบใช้แล้วภายในประเทศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เป็นต้น



            3. เสนอให้ภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างจาก SMEs ผ่านระบบ e-GP เป็น 50% โดยกำหนดเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) ของหน่วยงานรัฐ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของ SMEs



 



#ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุสาหกรรม



 

ข่าวทั้งหมด

X