นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ร่วมลงพื้นที่ตลาดสะพาน 2 แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ เพื่อช่วยแนะนำ 2 ผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรครักชาติ เนื่องจากบริเวณตลาด ถือเป็นจุดคาบเกี่ยว 2 เขต ได้แก่ นายปณิธิ บวรวนิชยกูร ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 5 เบอร์ 5 และนายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 13 เบอร์ 9
ซึ่งแม้จะเป็นตลาดอาหารสดที่เปิดขายตั้งแต่ช่วงเช้ามืด 03.00 น. แต่บรรยากาศค่อนข้างคึกคัก โดยทีมพรรครักชาติ ได้รับการตอบรับที่ดีจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ที่มาเปิดร้านขายของ รวมถึงประชาชนที่มาจับจ่ายในช่วงเช้า ที่เข้ามาทักทายขอถ่ายรูป พร้อมชวนเต้นขยับร่างกายเรียกความสดชื่นยามเช้า
หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติ ได้ลงพื้นที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร ไปช่วยนายอดัม ชินรัตนพิสิทธิ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 1 เบอร์ 15 ซึ่งมีประชาชนสนใจเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เข้ามาสนใจเรื่องการรณรงค์ไม่แก้รัฐธรรมนูญ เพราะเปลืองงบประมาณเป็นหมื่นล้าน
นายเจษฎ์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสการซื้อเสียงด้วยเงินจำนวนมาก ว่า ตนเคยเปิดประเด็นเรื่องเม็ดเงินสะพัดเมื่อสัปดาห์ก่อน ถึงข้อมูลที่น่าตกใจว่า พรรคได้รับรายงานข่าวกรองถึงความผิดปกติทางการเงิน มีการนำเงินเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งในภาคพื้นที่สูงถึง 100,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น ยังมีกระแสข่าวเรื่องการเบิกถอนเงินสดจากธนาคารพาณิชย์ลอตใหญ่กว่า 160,000 ล้านบาท โดยที่ไม่มีธนาคารใดออกมาปฏิเสธ เมื่อรวมตัวเลขแล้ว อาจมีเม็ดเงินสะพัดจริงสูงถึง 200,000 ล้านบาท จากการคำนวณเม็ดเงินดังกล่าว พบอัตราการจ่ายเงินซื้อเสียงที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยพื้นที่กรุงเทพมหานคร ราคาพุ่งสูงถึง 7,500 บาทต่อหัว ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัด เฉลี่ยอยู่ที่ 3,000-5,000 บาทต่อหัว
เงินมหาศาลเหล่านี้คือ “เงินสีเทา” จากธุรกิจผิดกฎหมายและกลุ่มสแกมเมอร์ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเตือนประชาชนว่า หากรับเงินเหล่านี้ เท่ากับสนับสนุนให้พรรคการเมืองเข้าไปถอนทุนคืนผ่านการคอร์รัปชัน
นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างการเลือกตั้งท้องถิ่น (อบต.) ที่ผ่านมา ซึ่งมีการ “เบี้ยว” จ่ายเงินไม่ครบ หรือสัญญาว่าจะให้แต่ไม่ให้ ซึ่งพรรครักชาติเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่าเป็นนักการเมืองแบบสแกมเมอร์ที่เข้ามาหลอกลวงประชาชน
ส่วนสถานการณ์การเมือง ตอนนี้ประเทศกำลังเดินหน้าสู่ความวิบัติ เพราะพรรคการเมืองแบ่งเป็นสองขั้วที่อันตราย 1.กลุ่มพรรคใหญ่ที่ใช้ “กระสุน” (เงิน) จ่ายเงินซื้อเสียงเพื่อเข้าสู่อำนาจ 2.กลุ่มที่อ้าง “กระแส” แม้บอกไม่ใช้เงิน แต่มีวาระซ่อนเร้นต้องการเข้ามารื้อรัฐธรรมนูญ แก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งทางพรรคมองว่าเป็นการทำลายโครงสร้างบ้านเมือง
ขณะที่ นายชัยวุฒิ กล่าวถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างดุเดือด ว่า กกต. มีเครื่องมือ กฎหมาย และผู้ตรวจการเลือกตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้เรื่องการซื้อเสียงที่เกิดขึ้นทุกหน่วยเลือกตั้ง
ส่วนปัญหาสังคมไทยในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง เช่นประเด็น บุหรี่ไฟฟ้า ที่ทำให้คนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ กลายเป็นอาชญากรและเป็นคนสีเทากันทั้งประเทศ ซึ่งหลายประเทศทั่วโลก ทั้งยุโรปและญี่ปุ่น ยอมรับให้มีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าแทนบุหรี่จริง เพราะเชื่อว่าปลอดภัยกว่า แต่เมืองไทยห้ามนำเข้า ห้ามขาย แต่ไปทางไหนเห็นคนสูบทั่วไป เป็นเรื่องปกติ โดยกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับความจริงนี้ เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบางกลุ่มใช้อำนาจในการ เก็บส่วย แทนการจับกุม ทำให้เกิดธุรกิจใต้ดินและการจัดสรรผลประโยชน์ นับเป็นอันตรายที่แท้จริงของการปล่อยให้เป็นธุรกิจใต้ดิน ไม่มีกฎหมายควบคุม สินค้าจึงไม่มีมาตรฐาน ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค และที่น่ากลัวที่สุดคือการแพร่ระบาดไปสู่เด็กและเยาวชนโดยไร้การควบคุม
ดังนั้นพรรคเสนอนโยบายเป็นทางออก เลิกดัดจริต และนำเรื่องนี้ขึ้นมาอยู่บนดิน จัดการให้ถูกต้อง ดังนี้ ควบคุมการนำเข้าและคุณภาพ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ,ขึ้นทะเบียนผู้ขาย ร้านค้าต้องมีใบอนุญาตถูกต้อง ,ห้ามขายให้เด็กและเยาวชน ต้องมีมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่ขายให้ผู้เยาว์ ,เปลี่ยนส่วยเป็นภาษี นำเงินที่เคยรั่วไหลไปกับส่วย มาเป็นรายได้เข้ารัฐเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ
#เลือกตั้ง69
ข่าวทั้งหมด