นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช, ดร.การดี เลียวไพโรจน์ และนายวีระพงษ์ ประภา ร่วมแถลงข่าวเปิด “แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ทำอย่างไรไทยหายจน” โดยยืนยันความพร้อมในการบริหารประเทศตั้งแต่วันแรก หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล
กรอบ 90 วันแรก นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไม่ต้องการให้มองเป็นเพียงนโยบายเร่งด่วนเพื่อสร้างภาพ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเริ่มต้นเร็ว โดยรัฐบาลประชาธิปัตย์จะมีบทบาทสำคัญ 3 ด้าน คือ เป็นผู้ชี้ทางให้เศรษฐกิจและการลงทุนเดินไปอย่างชัดเจน เป็นผู้เปิดทางผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก และเป็นผู้ไม่ขวางทาง ด้วยการปฏิรูปกฎหมายและระเบียบที่ซ้ำซ้อน ลดอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ
ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งการยกระดับภาคเกษตรจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การแปรรูปและสร้างมูลค่าสูง อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูง การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด
ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ การนำทรัพยากรของรัฐที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดมูลค่าสูงสุด โดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณ ซึ่งจะช่วยให้จีดีพีเติบโต และลดภาระการใช้จ่ายของรัฐในระยะยาว โดยเฉพาะ “ข้อมูลของรัฐ” ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยุคปัจจุบัน สามารถนำมาใช้ต่อยอดทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล
นายกรณ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบสายส่งไฟฟ้าที่เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน ระบบการชำระเงินดิจิทัล และโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งควรนำมาใช้ให้คุ้มค่า เปิดโอกาสให้เกิดการลงทุน การค้าพลังงาน และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในราคาที่เหมาะสมสำหรับประชาชนทุกคน
ส่วนภาคเกษตร นายกรณ์ กล่าวว่า จะนำโครงการประกันรายได้เกษตรกรกลับมาในระยะสั้น โดยปรับรูปแบบให้ทันสมัย พร้อมแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรอย่างเป็นระบบ ขณะที่ระยะยาวจะมุ่งเพิ่มรายได้และอำนาจต่อรองของเกษตรกร ผ่านการปฏิรูปอุตสาหกรรมเกษตร การเข้าถึงตลาด นวัตกรรม เทคโนโลยี และการวิจัยพัฒนา เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
ดร.การดี ชี้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นหัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ย้ำการเปิดข้อมูลโอเพนดาต้าจะช่วยลดต้นทุนประเทศมหาศาล เพิ่มประสิทธิภาพบริการรัฐ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมปลดล็อกโอกาสสตาร์ทอัพ–เอสเอ็มอี เข้าถึงเทคโนโลยีในราคาที่เหมาะสม หนุนไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนดิจิทัลและเตรียมพร้อมเศรษฐกิจอนาคต
ขณะที่นายวีระพงษ์ ระบุว่า หากประเทศไทยยังใช้โครงสร้างการผลิตและเทคโนโลยีแบบเดิม จะยากต่อการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันจีดีพีไทยเติบโตเพียงราว 1–2% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเติบโต 6–8% จึงจำเป็นต้องผลักดัน “เศรษฐกิจใหม่” และอุตสาหกรรมใหม่เป็นเครื่องยนต์หลัก เพื่อมุ่งเป้าเพิ่มศักยภาพจีดีพีในระยะยาว
แนวทางสำคัญ คือ ไม่ทิ้งจุดแข็งเดิมของประเทศ เช่น เกษตร อาหาร และบริการ เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงอุตสาหกรรมใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการตลาดโลก และสร้างมูลค่าเพิ่มให้รายได้กลับสู่คนไทย โดยคัดเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย 6 ด้าน ได้แก่ อาหารแปรรูป, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เทคโนโลยีขั้นสูง/ไฮเทค, การท่องเที่ยว, ภาคการเงิน และพลังงานทางเลือก
แต่ละอุตสาหกรรมจะได้รับการสนับสนุนผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดตลาดใหม่ การยกระดับมาตรฐานความยั่งยืน การใช้เทคโนโลยี และการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเอสเอ็มอี เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ โปร่งใส และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เพื่อพาประเทศก้าวข้ามปัญหาความยากจน และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
#เลือกตั้ง69
ข่าวทั้งหมด