คณะพนักงานสืบสวนคดีติดสินบน เริ่มนำคลิปวิดีโอที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ลูกน้องคนสนิท บิ๊กโจ๊ก นำทอง 246 บาท ไปส่งมอบให้คนขับรถอัลพาร์ด สีดำ ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่ง 1 ในกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่ลานจอดรถสมาคมปักษ์ใต้ โดยยืนยันว่า 1 ใน กรรมการ ป.ป.ช. นั่งอยู่ในรถด้วย ขณะนำทองไปมอบให้
พลตำรวจโทไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แถลงเปิดคลิปวีดีโอและคลิปเสียงคดีสินบนทอง หนัก 246 บาท หลักฐานเด็ด ไล่เรียงไทม์ไลน์ คดีบิ๊กโจ๊กติดสินบนกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อวิ่งเต้นช่วยเหลือคดีพัวพันเว็บพนัน
ส่วนหนึ่งจากคลิปวิดีโอ และคลิปเสียง มีทั้งการสนทนาระหว่างลูกน้องคนสนิทของบิ๊กโจ๊ก กับนาย ส. พูดถึงน้ำหนักทอง จำนวนทองคำแท่ง และมีการเอ่ยชื่อ “โจ๊ก” และการไปล็อบบี้คะแนนเสียงจากบุคคลอื่นต่อ
พลตำรวจโทไตรรงค์ ยืนยันมีหลักฐานการให้สินบนทองชัดเจน ทั้งการซื้อทอง มีใบเสร็จซื้อทอง มีคนส่งมอบทอง และที่สำคัญรถประจำตำแหน่งผู้ใหญ่ที่วิ่งเต้นคดีอยู่ในสถานที่นั้นจริง ซึ่งสอคล้องกับคลิปบันทึกเหตุการณ์ที่ส่งตรวจแล้วเป็นคลิปจริง ส่วนพฤติกรรมของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ที่นำพยานหลักฐานคลิปบันทึกภาพ-เสียง มามอบกับตำรวจ ยืนยันไม่มีการขอแลกเปลี่ยนกับการเข้ารับข้าราชการตำรวจ ทุกอย่างทำไปตามกระบวนการยุติธรรม.
สำหรับคดีนี้ มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารวม 6 ราย ในความผิดฐานร่วมกันให้และรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน ได้แก่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร., นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช., นายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช. ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานงาน, นายสามารถ หรือเอ็ดเวิร์ด พลเรือนคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์, นายสรพงษ์ พลเรือนผู้จัดซื้อทองคำ และ นายสุรสิทธิ์ พลเรือน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัว นายเอกวิทย์
พนักงานสอบสวนระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2567 พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ได้สั่งการให้ นายสามารถ ส่งมอบทองคำแท่งจำนวน 2 กล่อง น้ำหนักรวม 246 บาท ให้แก่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เพื่อให้นำไปมอบให้นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งรับผิดชอบสำนวนคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กับพวกตกเป็นผู้ต้องหา โดยมีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ช่วยเหลือคดีให้มีมติไม่ชี้มูลความผิดทั้งทางอาญาและวินัย พร้อมกำชับให้บันทึกวิดีโอขณะส่งมอบทองไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาในวันที่ 1 กันยายน 2567 พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้นำทองคำดังกล่าวไปส่งมอบให้นายเอกวิทย์ ผ่านนายสุรสิทธิ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษประจำตัว ที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่าหลังจากนั้น ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน 2567 นายเอกวิทย์ได้เรียกผู้ต้องหาในคดีเข้าไปชี้แจงข้อเท็จจริง เร่งรัดกระบวนการสอบสวน และต่อมาคณะอนุกรรมการมีมติไม่ชี้มูลความผิด พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ และได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานทางอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนส่งสำนวนคดีให้สำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 มกราคม
"หลักฐานการซื้อทองคำมีความชัดเจน ทองคำแท่งชุดดังกล่าวมีลักษณะพิเศษ ทำให้ผู้ขายสามารถจดจำได้ว่าจำหน่ายให้ผู้ต้องหาจริง จากการตรวจค้นจุดต้องสงสัยพบหลักฐานการซื้อทองที่เชื่อมโยงกับการติดสินบน อีกทั้งมีพยานหลักฐานยืนยันว่าทองคำดังกล่าวอยู่กับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ และถูกนำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวกรรมการ ป.ป.ช. โดยรถที่มารับทองเป็นรถประจำตำแหน่งของกรรมการ ป.ป.ช. ราย
สำหรับสถานะของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า การสืบสวนเริ่มต้นจากการที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ นำพยานหลักฐานสำคัญเข้ามามอบให้กับตำรวจด้วยตนเอง โดยให้การว่าการกระทำดังกล่าวเกิดจากภาวะจำยอม ภายใต้แรงกดดันจากผู้มีอำนาจ หลังจากตรวจสอบแล้วพบว่าคำให้การสอดคล้องกับพยานหลักฐานและคำให้การของพยานบุคคลรายอื่น จึงอยู่ในฐานะผู้กล่าวโทษ และยังไม่พบเจตนาบ่งชี้ว่ากระทำความผิด
ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า การดำเนินคดีครั้งนี้ไม่ใช่การ "น็อก" หรือเล่นงาน พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของใคร แต่เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและประชาชน โดยย้ำว่าตำรวจทำงานบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตรรกะหรือความขัดแย้งส่วนบุคคล
คดีนี้เปรียบเสมือนการจับผี เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาพยายามกระทำการโดยไม่ทิ้งร่องรอย จึงจำเป็นต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน รอบคอบ และรัดกุม เจ้าหน้าที่ได้มีการทำแผนประกอบคำให้การ โดยจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ ใช้รถรุ่นและยี่ห้อเดียวกัน พบว่าในรถมีบุคคลอยู่ 4 คน รวมถึงกรรมการ ป.ป.ช. และ พ.ต.อ.ภาคภูมิ สามารถอธิบายระยะสายตาและรายละเอียดภายในรถได้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับคลิปภาพและคลิปเสียงที่ตรวจยึดมา เจ้าหน้าที่ทุกคนมีจิตวิญญาณในการทำงาน หลายคนอยู่ภายใต้แรงกดดันและความกตัญญูต่อผู้บังคับบัญชา จึงต้องอดทนและทำตามคำสั่งมาโดยตลอด แต่เมื่อวันหนึ่งเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม และมีความพยายามโยนความผิดให้ลูกน้องตามที่ปรากฏในคลิป ย่อมกระทบต่อจิตใจ ครอบครัว และศักดิ์ศรีของความเป็นตำรวจ บางรายถึงขั้นเกิดภาวะสิ้นหวัง ตนจึงขอให้สังคมเข้าใจว่าพยานไม่ได้ออกมาแฉ แต่เป็นการนำความจริงมาพูด เพื่อกู้ภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ
#ติดสินบนทอง
#บิ๊กโจ๊ก
ข่าวทั้งหมด